พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2561 มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2562

         ตามที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 135 ตอน 112 ก เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 โดยจะใช้บังคับเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือวันที่ 27 มกราคม 2562 เว้นแต่บทบัญญัติในหมวด 4 การจัดสรรน้ำและการใช้น้ำ และมาตรา 104 ให้บังคับใช้ เมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้บังคับใช้เป็นต้นไป

         โครงสร้างของ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ประกอบด้วย 9 หมวด และบทเฉพาะกาล จำนวน 106 มาตรา ได้แก่ หมวด 1 ทรัพยากรน้ำ หมวด 2 สิทธิในน้ำ หมวด 3 องค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หมวด 4 การจัดสรรน้ำและการใช้น้ำ หมวด 5 ภาวะน้ำแล้งและภาวะน้ำท่วม หมวด 6 การอนุรักษ์และการพัฒนาทรัพยากรน้ำสาธารณะ หมวด 7 พนักงานเจ้าหน้าที่ หมวด ความรับผิดทางแพ่งในกรณีที่ทำทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำสาธารณะ และหมวด 9 บทกำหนดโทษ ทั้งนี้ การจัดสรรน้ำของประเทศ ได้คำนึกถึงน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค การรักษาระบบนิเวศ จารีตประเพณี การบรรเทาสาธารณภัย การคมนาคม เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และการท่องเที่ยว ซึ่งการจัดลำดับความสำคัญให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) กำหนด

         นอกจากนี้ โครงสร้างของ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ยังได้แบ่ง การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะ (มาตรา 41) เป็นสามประเภท คือ การใช้น้ำประเภทที่หนึ่ง ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการดำรงชีพ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ การอุตสาหกรรมในครัวเรือน การรักษาระบบนิเวศ จารีตประเพณี การบรรเทาสาธารณภัย การคมนาคม และการใช้น้ำในปริมาณเล็กน้อย การใช้น้ำประเภทที่สอง ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อ การอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาและกิจการอื่น การใช้น้ำประเภทที่สาม ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะ เพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ หรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง โดยการใช้น้ำประเภทที่สองและประเภทที่สามจะต้องมีการขออนุญาตใช้น้ำ

         นายจรัญ คำเงิน ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ด้วยรัฐบาลเห็นความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ รวมถึงการบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานในการแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรน้ำให้เป็นเอกภาพ และมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกภาคส่วน จึงได้ออกกฎหมายเพื่อให้มีการบูรณาการด้านการพัฒนา บริหารจัดการ บำรุงรักษา ฟื้นฟู และอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

         “ภายใต้ พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 จะมีหน่วยงานกำกับการปฎิบัติ ตาม พ.ร.บ. ซึ่งได้แก่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ รูปแบบจะใกล้เคียงกับเร้กกูเลตอร์หรือคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานไฟฟ้า และ กฟผ. เองมีบทบาทภายใต้ พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ ฉบับนี้ เป็นอย่างมากเนื่องจากปริมาณน้ำที่จัดเก็บอยู่ตามแหล่งกักเก็บต่างๆ ทั่วประเทศซึ่งมีปริมาณกว่า 70,000 ล้านลูกบาศก์เมตรนั้น 80% ของปริมาณน้ำดังกล่าวจัดเก็บอยู่ในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่ กฟผ. กำกับดูแลอยู่ ภายใต้ พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ ดังกล่าว กฟผ. นับเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักที่จะสร้างความมั่นคง เสถียรภาพการใช้ทรัพยากรน้ำของชาติอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพตลอดไป” นายจรัญ กล่าวในที่สุด