013.jpg

รมว.พลังงานคนใหม่ ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน กฟผ. ให้จัดทำข้อมูลด้านไฟฟ้า – พัฒนาระบบส่งให้เป็นไปตามแผน

          พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน กฟผ. ดูความก้าวหน้างานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 2 โดยให้นโยบาย กฟผ. จัดทำข้อมูลด้านไฟฟ้า เพื่อสร้างความเข้าใจกับสาธารณชน และดำเนินการพัฒนาระบบส่งให้เป็นตามแผนเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

20150908-M01-01

          เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2558 นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ กฟผ. พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ร่วมให้การต้อนรับ พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายคุรุจิต นาครทรรพ ปลัดกระทรวงพลังงาน และคณะผู้บริหารกระทรวงพลังงาน ในโอกาสเข้าตรวจเยี่ยม กฟผ. รับฟังบรรยายสรุปภารกิจในภาพรวม และการดำเนินงานที่สำคัญ พร้อมทั้งดูความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 2 ณ สำนักงานใหญ่ กฟผ. บางกรวย นนทบุรี

20150908-M01-02

          พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กฟผ. เป็นรัฐวิสาหกิจที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศเป็นอย่างมาก ทั้งด้านการจัดหาพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ และการดำเนินกิจการเพื่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม การเยี่ยมชมกิจการของ กฟผ. ในครั้งนี้ เพื่อมาศึกษาและรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของ กฟผ. รวมถึงรายละเอียดต่างๆที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมไฟฟ้า เพื่อนำไปประกอบการพัฒนาแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุด (PDP 2015) ทั้งนี้ได้เยี่ยมชมโครงการโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 2 ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ถือเป็นโครงการที่ทำให้กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีความมั่นคงในระบบไฟฟ้ามากขึ้น ส่วนนโยบายที่เน้นย้ำสำหรับ กฟผ. คือ 1) รวบรวมตัวเลขกำลังการผลิตโดยรวม และแจกแจงตามประเภทของเชื้อเพลิงรวมถึงสัดส่วนการนำเข้าเชื้อเพลิงและไฟฟ้าให้ชัดเจน และเร่งสื่อสารให้ประชาชนรับรู้ถึงความจำเป็นในการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไทย รวมถึงเทคโนโลยีสะอาดสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อที่จะสามารถดำเนินงานตามแผน PDP ฉบับใหม่ได้2) ดำเนินโครงการระบบส่งให้เป็นไปตามแผน เพื่อให้มีระบบส่งที่เพียงพอและทั่วถึงทั่วประเทศ

20150908-M01-03

          นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ กฟผ. เปิดเผยถึงการสรุปภารกิจในภาพรวมของ กฟผ. ว่า กฟผ. เป็นรัฐวิสาหกิจที่ดูแลกิจการไฟฟ้าของประเทศ โดยมีสัดส่วนกำลังผลิตติดตั้ง (ณ สิ้นปี 2557) ร้อยละ 45 หรือ 15,482 เมกะวัตต์ จากกำลังผลิตติดตั้งรวมทั้งประเทศ 34,668 เมกะวัตต์ ทั้งนี้การดำเนินงานของ กฟผ. ได้มุ่งสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศอย่างเพียงพอ โดยให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคงในระบบไฟฟ้า คุณภาพ ราคาที่เหมาะสม ควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตชุมชนรอบโรงไฟฟ้าเป็นสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมาสถิติความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ของประเทศเพิ่มสูงขึ้นทุกปีตามลำดับ โดยในปี 2556 อยู่ที่ 26,598.14 เมกะวัตต์ (เมื่อ 16 พ.ค.56) ปี 2557 ที่ 26,942.10 เมกะวัตต์ (เมื่อ 23 เม.ย. 57) และในปี 2558 ที่ 27,345.80 เมกะวัตต์ (เมื่อ 11 มิ.ย. 58) ผนวกกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชาชน ทำให้ กฟผ. ต้องเตรียมความพร้อมด้านพลังงานเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าดังกล่าว

20150908-M01-04

          ทั้งนี้ การพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ของ กฟผ. เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ตามแผน PDP 2015 ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินงาน ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 2 กำลังผลิต 848 เมกะวัตต์ กำหนดแล้วเสร็จ ม.ค. 2559 โครงการโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 4-7 กำลังผลิต 600 เมกะวัตต์ กำหนดแล้วเสร็จ พ.ย. 2561 และโครงการฯ เสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้าภาคใต้ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ กำหนดแล้วเสร็จ ธ.ค. 2562 และโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จำนวน 2 โรง กำลังผลิตรวม 2,000 เมกะวัตต์ กำหนดแล้วเสร็จในปี 2564 และ 2567 ตามลำดับ

          ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ได้ผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน (ค.1 ค.2 ค.3) ทั้งในส่วนของโรงไฟฟ้า และท่าเทียบเรือ เรียบร้อยแล้ว ล่าสุดอยู่ระหว่างชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมตามข้อคิดเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ส่วน โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ได้ผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน (ค.1 ค.2 ค.3) ทั้งในส่วนของโรงไฟฟ้า และท่าเทียบเรือ แล้วเช่นเดียวกัน ล่าสุดอยู่ระหว่างสรุปรายละเอียดโครงการเพื่อเป็นข้อมูลในการจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์

20150908-M01-05

          นอกจากการพัฒนาโรงไฟฟ้าหลักแล้ว กฟผ. ได้มีแผนงานในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ขนาด 30 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนกิ่วคอหมา ขนาด 5.50 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนคลองตรอน ขนาด 2.5 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนจุฬาภรณ์ ขนาด 1.25 เมกะวัตต์ และมีแผนงานปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เครื่องที่ 1 ขนาด 8.4 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เครื่องที่ 2-3 ขนาด 16.8 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนน้ำพุง เครื่องที่ 1-2 ขนาด 6.3 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิรินธร เครื่องที่ 1-3 ขนาด 36 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนจุฬาภรณ์ เครื่องที่ 1-2 ขนาด 40 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนบางลาง ขนาด 84 เมกะวัตต์ รวมทั้งยังมีโรงไฟฟ้าแบบสูบกลับที่โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา กำลังผลิต 500 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าแบบสูบกลับที่เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี ขนาด 800 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าแบบสูบกลับที่เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ ขนาด 800 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้ากังหันลมลำตะคอง 12 ตัว จำนวน 24 เมกะวัตต์

          นอกจากนี้ กฟผ. ได้มีการรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว เพื่อเสริมความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้า กำลังผลิตรวม 3,316 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าหงสาลิกไนต์ กำลังผลิต 1,473 เมกะวัตต์ (จ่ายไฟเข้าระบบแล้วเมื่อ มิ.ย. 2558) โรงไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียน-เซน้ำน้อย กำลังผลิต 354 เมกะวัตต์ (กำหนดจ่ายไฟ ก.พ. 2562) โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี กำลังผลิต 1,220 เมกะวัตต์ (กำหนดจ่ายไฟ ต.ค. 2562) และโรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเงี๊ยบ 1 กำลังผลิต 269 เมกะวัตต์ (กำหนดจ่ายไฟ ม.ค. 2562)

          ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวในที่สุดว่า “การดำเนินงานผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลสิ่งแวดล้อม และชุมชน โดยได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในเชิงพาณิชย์ปัจจุบัน และมีประสิทธิภาพสูงในการลดมลสารมาใช้กับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. เพื่อให้ชุมชนเกิดความเชื่อมั่น และยอมรับให้โรงไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน”