002.jpg

ศ.ดร. ธราพงษ์ มองถ่านหินจำเป็น ช้าไทยจะเสียโอกาส สื่อแนะหาก กฟผ. มั่นใจในข้อมูล ต้องอดทนสร้างความเข้าใจ

         ผู้บริหาร กฟผ. ร่วมกับนักวิชาการและสื่อมวลชนเสวนาเรื่อง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน ฆ่าอันดามัน...จริงหรือ ?” ยืนยันโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งในและต่างประเทศสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ ด้านอาจารย์จุฬาฯ ชี้ปัจจุบันเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินพัฒนาไปไกลแล้ว หากไม่ใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าประเทศไทยจะเสียโอกาส ด้านสื่อ ย้ำบทบาทสื่อต้องนำเสนอทั้งด้านบวกและลบ แนะเมื่อข้อมูลที่ กฟผ. นำเสนอเป็นความจริง จะต้องอดทนสร้างความเข้าใจต่อไป

20150917-m01-01

         เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 ฝ่ายสื่อสารองค์การ กฟผ. ได้จัดเสวนาเรื่อง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน ฆ่าอันดามัน...จริงหรือ ?” เพื่อกระตุ้นการรับรู้ สร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมต่อประเด็นปัญหาการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ได้รับทราบข้อมูลเชิงลึก เพื่อนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน อย่างเป็นเอกภาพและทิศทางเดียวกัน โดยได้รับเกียรติจาก นายรัตนชัย นามวงศ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า (รวพฟ.) ว่าที่ พ.ต.ดร.อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ (อสค.) ศ.ดร. ธราพงษ์ วิทิตศานต์ รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ คุณจิรพร มรกตจินดา ผู้สื่อข่าวอาวุโส ด้านพลังงาน จากสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ทีวี ร่วมเสวนา ณ ห้องประชุม 1 อาคารประชาสัมพันธ์ สำนักงานใหญ่ กฟผ.

20150917-m01-02

         นายรัตนชัย นามวงศ์ รวพฟ. กล่าวว่า ตามที่มีกระแสข่าวในสังคมออนไลน์ที่บอกว่าทำไมประเทศไทยจึงยังต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้ง ๆ ที่ทั่วโลกเตรียมจะยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินกันหมดแล้ว ซึ่งความจริงแล้วต้องศึกษาให้ละเอียดเพราะในต่างประเทศมีการยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินจริง แต่เป็นโรงเก่าที่ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่สามารถควบคุมมลพิษได้ตามที่กฎหมายกำหนด และการยกเลิกก็เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ทดแทน โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ซึ่งสามารถลดมลพิษที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้าให้ดีกว่าหรือเท่ากับที่กฎหมายกำหนดเหมือนกับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ และโรงไฟฟ้าถ่านหินของ BLCP ในประเทศไทย หากเปรียบเทียบกับรถยนต์ ถามว่าควันรถยนต์สะอาด ไม่มีมลพิษเลยหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าควันรถยนต์ยังมีมลพิษอยู่แต่อยู่ในมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดเช่นกัน

20150917-m01-03

         ว่าที่ พ.ต. ดร.อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา อสค. กล่าวว่า คำว่า “โรงไฟฟ้าถ่านหิน ฆ่าอันดามัน” เป็นคำพูดที่เกิดขึ้นในโลกสังคมออนไลน์ และมีการแชร์ต่อ ๆ กัน ซึ่งเราต้องพิจารณาว่าคำพูดดังกล่าวนั้นเป็นความจริงหรือเป็นเพียงวาทกรรม ที่สร้างขึ้นอย่างบิดเบือน เพราะเส้นทางเดินเรือถ่านหินเป็นเส้นทางเดียวกับเส้นทางเดินเรือน้ำมันของโรงไฟฟ้ากระบี่ปัจจุบัน ซึ่ง กฟผ. ได้มีการวิจัยและสำรวจพบว่าตลอดระยะเวลาการเดินเรือน้ำมันที่ผ่านมาไม่กระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ซึ่ง กฟผ. ได้ส่งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ฉบับสมบูรณ์ให้แก่ สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แล้ว ปัจจุบัน อยู่ระหว่างขั้นตอนของการจัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคี ตามที่รัฐบาลสั่งให้ดำเนินการเพื่อสร้างความเข้าใจ และหาข้อสรุปของทุกฝ่าย

         “รายงาน EHIA โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ได้ส่งให้ สผ. เมื่อเดือนธันวาคม 2557 และได้ส่งต่อให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) พิจารณารายงานของโรงไฟฟ้าในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 และรายงานของท่าเทียบเรือในวันที่ 6 มีนาคม 2558 ถือเป็นการพิจารณาครั้งที่ 1 ซึ่ง คชก. ยังไม่เห็นชอบและได้ส่งรายงานกลับมาให้ กฟผ. แก้ไขและศึกษาเพิ่มเติม โดย กฟผ. ได้แก้ไขรายงานของโรงไฟฟ้าแล้วเสร็จและส่งให้ สผ. อีกครั้งในวันที่ 9 กรกฎาคม 2558 ซึ่งได้มีเหตุการณ์ประท้วงเกิดขึ้น จึงมีการชะลอการส่งรายงาน และตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการรอแต่งตั้งคณะกรรมการไตรภาคี ประกอบด้วย 1. กลุ่มที่มีความเห็นต่าง 7 คน 2. ภาครัฐ รวมถึง กฟผ. 7 คน และ 3. ผู้แทนจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) (ปัจจุบันยุบไปแล้ว) 7 คน การพิจารณาแก้ไขรายงานจึงต้องรอข้อสรุปจากคณะกรรมการไตรภาคีนี้ก่อน” อสค. กล่าว

20150917-m01-04

         ศ.ดร. ธราพงษ์ วิทิตศานต์ กล่าวว่า ของบางอย่างที่คนไม่รู้ว่าคืออะไร คนย่อมกลัว เพราะฉะนั้นความรู้ย่อมทำให้ความกลัวหายไป การนำถ่านหินมาผลิตไฟฟ้ามีมาเป็น 100 ปี ซึ่งปัจจุบันร้อยละ 70 ของไฟฟ้าที่ใช้อยู่ทั่วโลกมาจากถ่านหิน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 5-7 ต่อปี เพราะโลกของเรายังมีถ่านหินปริมาณมาก ไม่เหมือนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีแนวโน้มจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนตัวมองว่าประเทศไทยเสียโอกาสที่ไม่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า แต่ปล่อยให้ทั่วโลกใช้ ซึ่งถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูก ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าไม่แพง แต่ยังมีคนกลัวมลพิษ ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีสะอาด ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Clean Coal Technologyที่สามารถกำจัดมลพิษและโลหะหนักได้เป็นอย่างดี ต่างจากกรณีของโรงไฟฟ้าแม่เมาะที่เมื่อก่อนปล่อยมลพิษเพราะสมัย 40 ปีที่แล้ว ยังไม่มีเทคโนโลยีที่ดีเท่าปัจจุบัน ถ้า กฟผ. ไม่ใช้เทคโนโลยีที่ดี ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ก็จะคัดค้านเหมือนกัน แต่ในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ในครั้งนี้ กฟผ. ได้นำเทคโนโลยีสะอาดมาใช้จึงเห็นว่าเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด เพื่อเข้ามาช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับภาคใต้ของประเทศ ทั้งนี้ ขอยกตัวอย่างแนวคิดของประเทศญี่ปุ่น ที่ผู้บริหารประเทศญี่ปุ่นมองว่า พลังงานเป็นเรื่องสำคัญ ประเทศญี่ปุ่นต้องมีโรงไฟฟ้าเพื่อความพอเพียงในการใช้พลังงาน รวมทั้งต้องดูแลสิ่งแวดล้อมให้ดีควบคู่กันไปด้วย เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็สามารถทำเหมือนกับประเทศญี่ปุ่นได้เช่นกัน

         “ผมก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่เฝ้ารอดู และอยากให้โรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นในประเทศไทย ผมเชื่อในคำพูดของผู้นำญี่ปุ่น และผมก็เลือกแล้วว่า ผมเอาถ่านหิน ผมอยากให้มีโรงไฟฟ้า และผมก็ต้องการให้โรงไฟฟ้ารักษาสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน” ศ.ดร. ธราพงษ์ กล่าว

20150917-m01-05

         คุณจิรพร มรกตจินดา กล่าวว่า ที่มาวันนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของสื่อมวลชนเพราะสื่อมวลชนแต่ละที่ย่อมมีความคิดแตกต่างกันไป ซึ่งสิ่งที่ทั้งผู้บริหาร กฟผ. และอาจารย์พูดมานั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกำจัดมลพิษ เรื่องส่งผลให้ค่าไฟราคาถูก แต่หากถามว่าจะให้โรงไฟฟ้าถ่านหินมาตั้งใกล้บ้านท่าน ทุกท่านจะคิดอย่างไร บางท่านอาจจะมีความกังวลเหมือนที่คนบางกลุ่มที่กำลังคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน กฟผ. ต้องนำเสนอความจริงทั้งด้านบวกและลบ ในฐานะสื่อมวลชนต้องนำเสนอทั้งด้านบวกและด้านลบเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันมีช่องทางนำเสนอมากมายทั้งสื่อหลัก อาทิ โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์ อาทิ เฟซบุค ที่มีอิทธิพลต่อสังคมเป็นอย่างมาก กฟผ. ต้องหาวิธีที่จะสร้างความเข้าใจ หาก กฟผ. มั่นใจในข้อมูลว่าเป็นความจริง เป็นโจทย์ที่ กฟผ. ต้องแก้ให้ได้ 