026.jpg

กฟผ. บรรยายแผนการผลิตและส่งไฟฟ้า 2559 สร้างความเข้าใจหน่วยงานภาครัฐ – เอกชน

20151222-M02-05

          ฝ่ายควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า กฟผ. จัดบรรยายแผนการผลิตและส่งไฟฟ้า ปี 2559 สร้างความเข้าใจหน่วยงานภาครัฐ และผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน คาดความต้องการพลังงานไฟฟ้าโตร้อยละ 4.1 พร้อมวางแผนเตรียมรับมือช่วงหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากประเทศเมียนมาร์ และแหล่ง JDA-A18 เพื่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ

20151222-M02-01

          นายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดการบรรยายเรื่อง “แผนการผลิตและส่งไฟฟ้า ปี 2559” จัดโดย ฝ่ายควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการไฟฟ้าของประเทศ ได้รับรู้และเข้าใจถึงสถานการณ์ด้านพลังงานไฟฟ้าในปี 2559 และแนวโน้มในอีก 5 ปีข้างหน้า พร้อมสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์วางแผนการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี นายเริงชัย คงทอง ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า (อคฟ.) กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (IPP, SPP) นายอดุลย์ พิทักษ์ชาติวงศ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า (ชสค.) ผู้บริหาร กฟผ. และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง จำนวนประมาณ 500 คน เข้าร่วมรับฟัง ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช 1 ชั้น 9 อาคาร ต.040 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2558

20151222-M02-02

          รองผู้ว่าการระบบส่ง กล่าวว่า ในปี 2558 ที่ผ่านมานั้น การใช้ไฟฟ้ายังคงมีการเติบโต แม้จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำอันเป็นผลเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทั้งจากสถานการณ์ภายในประเทศและเศรษฐกิจโลก รวมทั้งเผชิญอุปสรรคในระบบไฟฟ้า อาทิ กรณีก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเยตากุนต้องลดความสามารถการจ่าย ความล่าช้าของท่อก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นทางที่ 4 และภาวะภัยแล้ง อีกทั้งระบบไฟฟ้ายังเผชิญกับสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงจากการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากประเทศเมียนมาร์ และ JDA-A18 แต่ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมมือร่วมใจฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ โดยเฉพาะการที่ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 ปรับปรุงให้เดินเครื่องด้วยก๊าซธรรมชาติฝั่งตะวันออกเสริมระบบในเขตนครหลวง และ โรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 1 ปรับปรุงให้เดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซลได้ ทำให้ระบบไฟฟ้ายังมีความมั่นคงตลอดระยะการทำงานของแหล่งก๊าซธรรมชาติทั้ง 2 โดยในปี 2559 ที่จะถึงนี้ มีเหตุการณ์ที่คาดว่าจะส่งผลต่อระบบไฟฟ้าหลายประการ อาทิ การจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของโรงไฟฟ้าหงสาลิกไนต์, ปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนใหญ่ที่ต่ำเนื่องจากปัญหาภัยแล้งต่อเนื่องจากปี 2558, การหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากประเทศเมียนมาร์ และ JDA-A18 เช่นเดียวกับปีนี้, โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติฝั่งตะวันออกต้องทำการปรับปรุงให้สามารถใช้ก๊าซธรรมชาติที่คุณภาพสูงขึ้นเพื่อรองรับการใช้ LNG ที่มากขึ้นในอนาคตในไตรมาส 4, ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของการใช้ไฟฟ้าภายใต้ความสามารถของระบบส่งไฟฟ้าที่ใกล้เคียงเดิม ที่สำคัญคือการเข้าสู่การบริหารจัดการระบบไฟฟ้าในภาวะกำลังผลิตสำรองสูง ซึ่งทำให้ทุกโรงไฟฟ้าต้องปรับตัวจากสภาพการเดินเครื่องที่เปลี่ยนไป

          “การดำเนินงานด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศให้มีความมั่นคงเชื่อถือได้ มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วน สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ และเป็นไปตามนโยบายของภาครัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแล การวางแผนควบคุมการผลิตและส่งไฟฟ้า จึงเป็นภารกิจที่ต้องได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ต้องมีการประสานงานที่ดี ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานด้านการผลิตและส่งไฟฟ้าเป็นไปอย่างราบรื่น การทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานต้องเข้าใจในเป้าหมาย ข้อจำกัด สภาพแวดล้อม และข้อมูลที่เท่าเทียมกัน การบรรยายในครั้งนี้จึงเป็นการปรับความเข้าใจ และข้อมูลให้ตรงกัน เพื่อร่วมกันดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายในอนาคต” นายสุธน กล่าวในตอนท้าย

20151222-M02-03

          ด้าน นายเริงชัย คงทอง ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า กฟผ. เปิดเผยว่า ประเทศเมียนมาร์จะมีการหยุดส่งก๊าซธรรมชาติ 4 ช่วง ได้แก่

  • ระหว่างวันที่ 1-4 มีนาคม 2559 ก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง ยาดานา มีการเตรียมความพร้อม โดยให้โรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่ 1 เดินเครื่องด้วยก๊าซธรรมชาติฝั่งตะวันออก โรงไฟฟ้าราชบุรี โรงไฟฟ้าบางปะกง เดินเครื่องด้วยน้ำมันเตา โรงไฟฟ้าราชบุรี ชุดที่ 1,2 โรงไฟฟ้าไตรเอ็นเนอยี่ 2 GT เดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซล เพื่อรองรับความมั่นคงระบบไฟฟ้าในเขตนครหลวง
  • ระหว่างวันที่ 19-28 มีนาคม 2559 ก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง ซอติกา มีการเตรียมความพร้อม โดยใช้ LNG และโรงไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว เสริมระบบ
  • ระหว่างวันที่ 9-18 เมษายน 2559 ก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง เยตากุน และ ระหว่างวันที่ 14-17 เมษายน 2559 ก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง ยาดานา มีการเตรียมความพร้อมโดยใช้ LNG เพิ่มในช่วงต้นและช่วงท้ายของงาน และโรงไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว เสริมระบบ
  • ส่วนแหล่ง JDA-A18 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งแผนการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ ระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน – 7 กรกฎาคม 2559 ซึ่งทาง กฟผ. ได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์โดยปรับปรุงโรงไฟฟ้าจะนะชุดที่ 1 สามารถใช้น้ำมันดีเซลตั้งแต่ มิถุนายน 2558 ทำให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคงมากขึ้น และเดินเครื่องโรงไฟฟ้ากระบี่ด้วยน้ำมันเตาเสริมระบบ

          นอกจากนี้มีการบรรยายเรื่อง “แผนการผลิตไฟฟ้าและใช้เชื้อเพลิง ปี 2559-2563” โดย นายปราโมทย์ จินดารัตน์ วิศวกรระดับ 6 แผนกวางแผนปฏิบัติการผลิตระยะยาว กองวางแผนปฏิบัติการผลิตไฟฟ้า และ เรื่อง “ระบบไฟฟ้า กฟผ. ปี 2559” โดย นายธันย์ศรุต ลอออรรถพงศ์ วิศวกรระดับ 4 แผนกศึกษาแผนงานระบบส่งไฟฟ้าระยะกลาง กองวางแผนปฏิบัติการระบบส่งไฟฟ้า ฝ่ายควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า

20151222-M02-04

          สำหรับระบบไฟฟ้าของ กฟผ. แบ่งออกเป็น 5 เขตปฏิบัติการ ได้แก่ เขตนครหลวง ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคเหนือ โดยปัจจุบันมีกำลังผลิตตามสัญญาอยู่ที่ 37,320.0 เมกะวัตต์ และมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด 27,345.8 เมกะวัตต์ (จากข้อมูลวันที่ 11 มิถุนายน 2558) โดยในปี 2559 จะมีกำลังผลิตตามสัญญาอยู่ที่ 40,932.0 เมกะวัตต์ เนื่องจากมี โรงไฟฟ้าหงสาลิกไนต์ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 2 โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน และโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กใหม่ จ่ายไฟเข้าระบบ โดยคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 28,470.0 เมกะวัตต์ คิดเป็นอัตราการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 4.1 ต่อปี มีสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิง คือ ก๊าซธรรมชาติร้อยละ 64 ถ่านหินร้อยละ 24.8 พลังน้ำร้อยละ 7.9 พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 3.0 น้ำมันเตาร้อยละ 0.2 น้ำมันดีเซลร้อยละ 0.1 และอื่นๆร้อยละ 0.1