023.jpg

ผลการดำเนินงาน กฟผ. ปี 2558 และทิศทางในปี 2559

20160106 M02 01

         การดำเนินงานของ กฟผ. ในปี 2558 ต่อเนื่องปี 2559 มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าและการดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งเดินหน้าตามแผนปรับปรุงและขยายระบบส่งเพื่อ สร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้าและรองรับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนตามแผนพัฒนากำลังผลิตของประเทศปี 2558-2579 ตลอดจนมุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้และแบ่งปัน ด้วยการก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าให้ครบ 6 แห่ง ทั่วทุกภาคของประเทศ

การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2

         นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ กฟผ. แถลงผลการดำเนินงานในปี 2558 ว่า ระบบไฟฟ้าของประเทศมีความมั่นคงด้วยกำลังผลิตรวม 38,774 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นกำลังผลิตภายในประเทศ 35,387 เมกะวัตต์ หรือร้อยละ 91 และกำลังผลิตที่มีสัญญาซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศอีก 3,387 เมกะวัตต์ หรือร้อยละ 9 โดยมีปริมาณความต้องการไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 27,346 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 1.5

         ส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าในปี 2558 มีตัวเลขการผลิตและซื้อพลังงานไฟฟ้าอยู่ที่ 183,288.53 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2 มีสัดส่วนการผลิตพลังงานจากก๊าซธรรมชาติร้อยละ 69 ถ่านหินร้อยละ 20 พลังน้ำร้อยละ 8 พลังงานทดแทนร้อยละ 2.4 และอื่นๆ ร้อยละ 0.6

ค่า Ft ลดลงตลอดทั้งปี

         แนวโน้มการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นตั้งแต่ประมาณกลางปี 2558 ชี้ให้เห็นทิศทางเศรษฐกิจและการใช้พลังงานที่เริ่มฟื้นตัว และผลจากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ในปี 2558 ปรับลดลงทั้ง 3 งวด รวม 22.62 สตางค์ต่อหน่วย

         ส่วนการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าปี 2559 ตามการพยากรณ์ทางเศรษฐกิจของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่คาดว่า GDP จะขยายตัวร้อยละ 3.7 ทำให้ค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 28,470 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.1 และความต้องการพลังงานไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1

เพิ่มความมั่นคงในพื้นที่เศรษฐกิจ

         ในปี 2559 จะมีโรงไฟฟ้าเข้าใหม่เข้าระบบ กำลังผลิตรวม 3,554 เมกะวัตต์ และปลดออกจากระบบจำนวน 748 เมกะวัตต์ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่ 2 กำลังผลิต 824 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าในเดือนมกราคม 2559 โรงไฟฟ้าลิกไนต์หงสา สปป.ลาว เครื่องที่ 3 กำลังผลิต 491 เมกะวัตต์ เดือนมีนาคม 2559 ปลดโรงไฟฟ้าขนอม 748 เมกะวัตต์ ออกจากระบบ และนำเข้าโรงไฟฟ้าขนอมใหม่ 930 เมกะวัตต์ เดือนมิถุนายน 2559 ที่เหลือเป็นโรงไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ซึ่งใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ 810 เมกะวัตต์ และพลังงานหมุนเวียน 495 เมกะวัตต์

         กำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นของ กฟผ. ในปี 2559 เช่น โรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่ 2 จะช่วยสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในบริเวณพื้นที่จุดเสี่ยงและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเขตกรุงเทพและปริมณฑล รวมทั้งการรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าลิกไนต์หงสา ยังช่วยให้เกิดกระจายการใช้เชื้อเพลิง ลดความเสี่ยงจากการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้ามากเกินไป

         นอกจากนี้ ทิศทางการพัฒนากำลังผลิต กฟผ. ได้ออกแบบโรงไฟฟ้าโดยใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมการปล่อยมลภาวะ เช่น การใช้เทคโนโลยีหม้อไอน้ำแรงดันสูงแบบ Ultra-Supercritical ที่สามารถลดการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าเทคโนโลยีเดิมไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 - 20

ลงทุน 6.9 แสนล้านบาท ใน 5 ปีข้างหน้า

         สำหรับกรอบการลงทุนขยายกำลังผลิตและระบบส่งของ กฟผ. ช่วง 5 ปี คือ ปี 2559 -2563 กำหนดไว้ที่ 668,276 ล้านบาท อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ทดแทนหน่วย 4-7 โครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โครงการโรงไฟฟ้าเทพา 1 และ 2 และโครงการระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงที่ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ

         ด้านการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้า ในปีที่ผ่านมามีโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติจำนวน 2 โครงการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ มูลค่าการลงทุนรวม 106,280 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน ปี 2558-2566 เพื่อปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าทั่วทุกภูมิภาค เสริมความมั่นคงและรองรับโครงการพลังงานหมุนเวียนตามแผนพัฒนากำลังผลิตของประเทศปี 2558 - 2579 ซึ่งจะส่งเสริมการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็นร้อยละ 20 - 25 ภายในปี 2579

         ทั้งนี้ งบประมาณการลงทุนด้านการผลิตและระบบส่งดังกล่าว ส่วนหนึ่งได้มาจากการออกกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 หรือ EGATIF มูลค่าราว 20,000 ล้านบาท ที่ขายหน่วยลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา นับเป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานกองแรกของประเทศไทยที่สนับสนุนโดยรัฐวิสาหกิจ เพื่อช่วยลดเพดานหนี้สาธารณะของประเทศ ซึ่งได้รับความเชื่อมั่นและการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี

         ด้านการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เพื่อการวิจัยและพัฒนาโรงไฟฟ้าต้นแบบ มีโครงการที่สำคัญที่อยู่ระหว่างดำเนินการ คือ โครงการโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ทับสะแก กำลังผลิต 5 เมกะวัตต์ กำหนดแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม ปี 2559 และโครงการพัฒนาต้นแบบโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์ขนาด 500 กิโลวัตต์ กำหนดแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน ปี 2559

คดีแม่เมาะยุติ นิมิตหมายของความร่วมมือและการก้าวไปด้วยกัน

         สำหรับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาในคดีโรงไฟฟ้าและเหมืองแม่เมาะ ซึ่ง กฟผ. ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาทุกประการ โดยในคดีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ กฟผ. ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวน 123 ราย รวมดอกเบี้ย เป็นเงิน 49.5 ล้านบาท จากกรณีการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินค่ามาตรฐานบางครั้ง ระหว่างปี 2535 – 2541 ในส่วนของเหมืองแม่เมาะศาลมีคำพิพากษาให้ กฟผ. ดำเนินการ และการเสนอขอเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพดีกว่าต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายในกรอบเวลา 90 วัน นับเป็นการสิ้นสุดของคดีแม่เมาะที่ยาวนานกว่า 20 ปี เป็นอีกจุดเริ่มต้นที่ดีของความสัมพันธ์ระหว่าง กฟผ. กับชุมชนแม่เมาะ

เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดก๊าซเรือนกระจก

         ในปี 2558 มีความก้าวหน้าที่สำคัญหลายประการ ของการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ. อาทิ การดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย กฟผ. ได้รับการทวนสอบปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกและประกาศนียบัตรรับรองจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนนเรศวร โรงไฟฟ้ากังหันลมลำตะคอง และโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนบ้านคลองเรือ ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 16,914 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี รวมทั้งสามารถขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 10 - 11 จำนวน 1.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ นับเป็นโครงการ CDM ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นโครงการ CDM (Clean Development Mechanism) ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ประเภทปรับปรุงประสิทธิภาพกังหันไอน้ำ

         สำหรับการเข้าร่วมประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP21) กฟผ. ในฐานะผู้แทนภาคพลังงานและไฟฟ้าของประเทศ ได้แสดงเจตจำนงการลดก๊าซเรือนกระจกพร้อมแผนงานทั้งด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า การจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และโครงการปลูกป่า เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20 – 25 ในปี 2573

องค์กรแห่งการเรียนรู้และแบ่งปัน

         นอกจากภารกิจหลักแล้ว กฟผ. ยังมุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้และแบ่งปันความรู้ด้านกิจการไฟฟ้าสู่สังคม ด้วยการก่อสร้างอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานไฟฟ้า (Learning Center) ให้ครบ 6 แห่ง ทั่วทุกภาคของประเทศ ขณะนี้ดำเนินการแล้วเสร็จ 3 แห่ง ได้แก่ กฟผ. แม่เมาะ จ.ลำปาง เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี และโรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 3 แห่ง คือ สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี โรงไฟฟ้าลำตะคอง จ.นครราชสีมา และพื้นที่ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์

         ในปีที่ผ่านมา กฟผ. ยังได้สนองนโยบายรัฐบาลในการช่วยเหลือชาวเกษตรกรสวนปาล์ม จ.กระบี่ จากปัญหาราคาผลปาล์มตกต่ำและล้นตลาด โดยโรงไฟฟ้ากระบี่ได้รับซื้อน้ำมันปาล์มในปี 2556 - 2557 จำนวน 10,000 ตัน และในปี 2558 รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบอีกจำนวน 15,730 ตัน

         ในส่วนของโครงการปลูกป่าซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2537 อาทิ โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โครงการปลูกต้นไม้รอบบ้านพ่อ โครงการปลูกต้นกล้าป่าต้นน้ำ รวมกว่า 420,000 ไร่ และ กฟผ. ยังมีแผนปลูกป่าและบำรุงรักษาต่อเนื่องไม่น้อยกว่าปีละ 20,000 ไร่ เป็นเวลา 10 ปี

รางวัลที่ได้รับ

         ในปี 2558 กฟผ. ได้รับรางวัลที่สำคัญ อาทิ รางวัล ASEAN Coal Awards 2015 โดยโรงไฟฟ้าแม่เมาะได้รับรางวัลชนะเลิศ ด้าน Best Practice of Clean Coal Use and Technology in Power Generation และด้านความรับผิดชอบต่อสังคม เหมืองแม่เมาะได้รับรางวัลด้านพลังงานสร้างสรรค์ จากระบบสูบน้ำแบบอนุกรมต่างระดับอัตโนมัติ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ด้าน Best Practice of Surface Coal Mining ในหัวข้อ กิจการทำเหมือง การเปิดหน้าเหมือง และการขนส่งถ่านหิน โดยคำนึงถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

มุ่งเป็นองค์กรที่คนไทยภาคภูมิใจ

         ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า ในด้านการพัฒนาองค์กรในปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้ปรับปรุงประสิทธิภาพตามยุทธศาสตร์ ปี 2558 – 2567 ทั้งภารกิจหลัก ในด้านการเดินเครื่อง บำรุงรักษา ระบบส่ง พร้อมทั้งสร้างคนรุ่นใหม่ ที่เป็นคนดี คนเก่ง ให้เข้ามามีส่วนร่วม ทำให้เห็นโอกาสในการเติบโตต่อไปที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

         “กฟผ. จะยังคงเน้นการประสานความเข้มแข็งของบริษัทในเครือ เพื่อใช้ความเชี่ยวชาญของแต่ละบริษัท ขยายธุรกิจด้านผลิตและส่งไฟฟ้าในระดับภูมิภาคหรืออาเซียน ซึ่งจะเป็นฐานที่มั่นคงในการเติบโตอย่างมีคุณภาพ มุ่งมั่นดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยนอกจากเป้าหมายสู่การเป็นองค์กรชั้นนำในกิจการไฟฟ้าในระดับสากลแล้ว ยังมุ่งเป็นองค์กรที่คนไทยภาคภูมิใจด้วย”