028.jpg

กฟผ. จัดประชุมเข้ม รับมือแหล่งยาดานาของเมียนมาหยุดผลิตก๊าซธรรมชาติ

         กฟผ. จัดประชุมร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน เตรียมพร้อมรองรับกรณีหยุดผลิตก๊าซธรรมชาติสำหรับเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า จากแหล่งยาดานาของสหภาพเมียนมา ซึ่งในขณะนี้มีการเลื่อนกำหนดออกไป และยังไม่มีกำหนด จากแผนเดิมที่จะหยุดผลิตในระหว่าง 25-28 กุมภาพันธ์ 2559 อย่างไรก็ตาม กฟผ. เชื่อมั่นว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า พร้อมขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันประหยัดการใช้ไฟฟ้าเสริมอีกทางหนึ่ง

20160224 m01 01

         นายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการระบบส่ง (รวส.) เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมรองรับการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ จากสหภาพเมียนมา ร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน อันประกอบด้วย สำนักคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน สำนักนโยบายและแผนพลังงาน การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก และ กฟผ. ณ ห้องประชุม 201 สำนักงานใหญ่ กฟผ. บางกรวย นนทบุรี เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา

         รองผู้ว่าการระบบส่ง เปิดเผยว่า กรณีการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานา ประเทศสหภาพเมียนมา เพื่อเชื่อมต่อแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติบาดัมยาร์ (Badamyar) ซึ่งเป็นหลุมผลิตก๊าซธรรมชาติใหม่ของแหล่งยาดานา ทำให้ก๊าซธรรมชาติที่ส่งมาจากประเทศสหภาพเมียนมา หายไปทั้งหมดวันละประมาณ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติทั้งภาคการผลิตไฟฟ้า, ภาคขนส่ง (NGV) และ ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งหน่วยงานภาครัฐ, กฟผ. และ บมจ.ปตท. ได้ร่วมกันบริหารจัดการโดยให้เกิดผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศต่ำที่สุด โดยในส่วนของภาคขนส่ง อุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้า SPP ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเมียนมาประมาณ 70 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน บมจ.ปตท. จะดำเนินการเก็บก๊าซธรรมชาติไว้ในท่อ (Pack Line) เพื่อให้ผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่อง สำหรับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในฝั่งภาคตะวันตก ได้แก่ โรงไฟฟ้าบริษัท ราชบุรี จำกัด, โรงไฟฟ้าบริษัทราชบุรีเพาเวอร์ จำกัด, โรงไฟฟ้าบริษัทไตรเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด และ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครใต้ชุดที่ 3 จะไม่มีเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติใช้งาน ส่วนใหญ่จะหยุดเดินเครื่องแล้วไปผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าอื่นแทน และมีบางส่วนที่ต้องเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงน้ำมัน เพื่อเดินเครื่องรักษาความมั่นคงระบบไฟฟ้าตามความจำเป็น

         ทั้งนี้ กฟผ. ได้เตรียมมาตรการรองรับไว้ทุกด้าน ตั้งแต่ด้านระบบผลิต ให้โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครเหนือชุดที่ 1 และ 2 เดินเครื่องด้วยก๊าซธรรมชาติฝั่งตะวันออก ประสานงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวให้เดิน เครื่องเต็มความสามารถ และทดสอบโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ได้รับผลกระทบให้มีความพร้อมเดิน เครื่องด้วยน้ำมันดีเซลแทน

         ด้านเชื้อเพลิง สำรองน้ำมันให้เพียงพอสำหรับโรงไฟฟ้าที่ต้องใช้น้ำมันเดินเครื่องแทนเชื้อ เพลิงก๊าซธรรมชาติที่หยุดจ่ายโดยคาดว่าจะใช้น้ำมันเตาประมาณ 34.8 ล้านลิตร และน้ำมันดีเซลประมาณ 8.1 ล้านลิตร นอกจากนี้ได้มีการประสานงานกับผู้จัดส่งน้ำมันให้มีการจัดส่งน้ำมันเสริม ปริมาณสำรองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้สามารถรองรับความเสี่ยงหากการทำงานของผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติล่าช้า ออกไปจากแผนได้

         ด้านระบบส่ง ได้มีการตรวจสอบสายส่งและอุปกรณ์สำคัญให้พร้อมใช้งานก่อนเริ่มหยุดจ่ายก๊าซ ธรรมชาติ และหยุดการบำรุงรักษาระบบส่งในช่วงดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กฟผ. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้การรับมือเป็นไปตามแผนที่เตรียมไว้ ร่วมกันของทุกภาคส่วน

         ทั้งนี้การหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ ทั้งฝั่งตะวันตก (เมียนมา) ฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) แหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (Joint Development Area : JDA) จะมีเป็นประจำทุกปี ซึ่งสำหรับปี 2559 มีมากกว่า 15 ครั้ง โดยเฉพาะการหยุดก๊าซธรรมชาติจะมีผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าอย่างมีนัยยะสำคัญ ดังนั้นระยะยาวเพื่อลดผลกระทบดังกล่าวจึงมีความจำเป็นที่จะต้องกระจายการใช้เชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าอย่างเหมาะสม โดยลดสัดส่วนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันสูงมากถึงประมาณร้อยละ 70

         “กฟผ. ขอให้ความมั่นใจว่า ด้วยการวางแผนและเตรียมการร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้การหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติฝั่งตะวันตกจากสหภาพเมียนมา จะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของประชาชน อย่างไรก็ตาม กฟผ. ใคร่ขอความร่วมมือประชาชนให้ช่วยกันลดการใช้ไฟฟ้า หรือใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในช่วงเวลาดังกล่าวอีกทางหนึ่งด้วย” รวส. กล่าวย้ำในตอนท้าย

             อนึ่ง ทางบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า เกิดปัญหาที่เครนยกแท่นผลิตที่แหล่งยาดานา ส่งผลให้ต้องเลื่อนกำหนดการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติออกไป จากเดิมที่มีกำหนดในวันที่ 25-28 กุมภาพันธ์ 2559 โดยทาง ปตท. จะติดตามสถานการณ์ และรายงานความคืบหน้าให้ทราบอย่างต่อเนื่อง

20160224 m01 02

ที่มาภาพ : http://globalnewlightofmyanmar.com/challenges-go-along-with-potential-of-myanmar-top-earning-industry-mogss/