033.jpg

กฟผ. ร่วม 3 กระทรวง หนุน SETA 2016 ชี้ช่วยผลักดันการพัฒนาพลังงานสู่ความยั่งยืน

          กฟผ. พร้อมด้วย 3 กระทรวงหลัก พลังงาน คมนาคม และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหน่วยงานภาคเอกชน ประสานความร่วมมือสู่การพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืน ชูงาน SETA 2016 ที่จัดขึ้นครั้งแรกในไทย เปิดประตูสู่นวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสะอาด มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

20160322 M01 01

          นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นายสมศักดิ์ ห่มม่วง ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม นายอลงกรณ์ เหล่างาม ผู้ช่วยปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ รศ.ดร.ธัชชัย สุมิตร ประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2559 (SETA 2016) ร่วมแถลงข่าวโครงการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2559 (SETA 2016) เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559 ณ ห้องประชุม 9 ชั้น 15 อาคารเอ็นเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ บี กระทรวงพลังงาน

20160322 M01 02

          นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การจัดการประชุมและนิทรรศการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย ประจำปี 2559 หรือ SETA 2016 ที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 23 - 25 มีนาคม 2559 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กระทรวงพลังงาน ให้การสนับสนุนการจัดงานดังกล่าวให้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยนั้น จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านแผนพลังงานให้ผู้แทนของหน่วยงานจากต่างประเทศ ทั้งที่มาจากภาคนโยบาย ภาคผู้ผลิตพลังงานและภาคผู้ใช้พลังงาน ได้เข้าใจถึงแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว 5 แผน อันได้แก่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP2015) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP 2015) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2015) แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan 2015) และแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan 2015) ที่สอดคล้องกับสภาพทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของไทย และมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยสำหรับด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ได้ตั้งเป้าหมาย เพื่อลดการปล่อย CO2 ลงจากปัจจุบันร้อยละ 37ในปี 2579 เมื่อเทียบกับการดำเนินการตามปกติ

20160322 M01 03

          นายสมศักดิ์ ห่มม่วง ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า สำหรับภาคคมนาคมขนส่ง ในงาน SETA 2016 จะได้มีการอภิปรายถึงความสำคัญของทิศทางของการใช้เชื้อเพลิงในภาคคมนาคม การพัฒนาพลังงานชีวภาพ ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นทางเลือกของระบบขนส่งในอนาคตมากกว่าการใช้พลังงานฟอสซิลรวมถึงจะมีการสัมมนาในหัวข้อ “เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ ในประเทศไทย”

20160322 M01 04

          นายอลงกรณ์ เหล่างาม ผู้ช่วยปลัด กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า งานวิจัยและนวัตกรรมที่นำมาแสดงในงาน SETA 2016 จะเน้นที่งานวิจัยและพัฒนาด้านพลังงานทดแทน อาทิ นวัตกรรมการผลิตน้ำมันชีวภาพจากการเพาะเลี้ยงสาหร่าย นวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับการเพิ่มคุณภาพไบโอดีเซล (H-FAME) และการวิจัยและพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกซิลิคอนแบบรอยต่อเฮเทอโร เป็นต้น

20160322 M01 05

          รศ.ดร.ธัชชัย สุมิตร ประธานคณะ กรรมการดำเนินงาน SETA 2016 กล่าวว่า งาน SETA 2016 ครั้งนี้ จะได้รวบรวมองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางด้านพลังงานที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาไว้เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และรับฟังผลการวิจัยและกรณีศึกษาต่าง ๆ ผ่านการประชุมทางวิชาการในหัวข้อต่างๆ กว่า 100 หัวข้อ โดยคาดว่าจะมีผู้บริหารระดับสูงและผู้มีบทบาทในการกำหนดนโยบายด้านพลังงานกว่า 300 คน จาก 15 ประเทศเข้าร่วมการประชุม และมีผู้เข้าร่วมงานโดยรวมกว่า 2,500 คน ตลอดสามวัน

20160322 M01 06

          นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม กล่าวว่า แนวทางการวางแผนเพื่อสร้างความยั่งยืนทางพลังงาน ภายใต้แผน PDP 2015 มุ่งเน้นการสร้างสมดุลพลังงานด้วยการลดความเสี่ยงการพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดหนึ่งชนิดใดมากเกินไปโดยดูแลต้นทุนและสิ่งแวดล้อมคู่กันไป กฟผ. ได้พัฒนาการผลิตไฟฟ้าโดยมุ่งเน้นให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนควบคู่ไปด้วย โดยตามแผน PDP 2015 ประเทศไทยมีแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนรวมประมาณ 20,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจากเป้าหมายดังกล่าว กฟผ. มีแผนพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรวมประมาณ 3,500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2579

          นอกจากนี้ กฟผ. ยังร่วมตอบสนองยุทธศาสตร์ภาคสังคมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ กฟผ. ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 หรือ COP21 ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปลายปี 2558 ซึ่งประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมาย จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 20-25 จากระดับที่คาดว่าประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2573 จำนวน 555 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ดังนั้น ไทยจะต้องลดการปล่อยลงให้ได้ 111-139 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2573 โดย กฟผ. ร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายนี้ ด้วยการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน สร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมที่หมดอายุ การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า โดยปรับเปลี่ยนอุปกรณ์โรงไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น การประหยัดพลังงานด้วยโครงการการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (Demand Side Management : DSM) รวมถึงดำเนินโครงการปลูกป่า กฟผ. อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก และล่าสุดเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โรงไฟฟ้าของ กฟผ. 7 แห่ง ได้รับมอบใบรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร และ ISO 14064-1 เพื่อให้เกิดกำหนดแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเห็นผลต่อไป

          นายสหรัฐ กล่าวอีกว่า ในงาน SETA 2016 นอกจาก กฟผ. จะเป็นผู้สนับสนุนหลักในการจัดงานแล้ว ยังสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ของ กฟผ. ผ่านการบรรยายและเสวนาทางวิชาการและเทคโนโลยีนวัตกรรมต่าง ๆ อาทิ การเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน ซึ่ง กฟผ. มีความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างประเทศกลุ่มอาเซียนภายใต้โครงการเชื่อมโยงระบบส่งไฟฟ้า “อาเซียน พาวเวอร์กริด” (ASEAN POWER GRID: APG), เทคโนโลยีนิวเคลียร์และถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด, นวัตกรรม LED และการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถรับทราบข้อมูล และสอบถามข้อสงสัยกับผู้เชี่ยวชาญของ กฟผ. ที่บูธนิทรรศการของ กฟผ. ได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดการรับรู้และความเข้าใจในเรื่องการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืนของไทย ที่มุ่งสร้างความสมดุลของเชื้อเพลิง การใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด การอนุรักษ์พลังงาน และพลังงานหมุนเวียนเพื่อการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านพลังงานและเทคโนโลยีในระดับภูมิภาคเอเชีย ของประเทศไทยในอนาคต

20160322 M01 07

          ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าวงาน SETA 2016 นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในประเด็นว่าหากในอนาคตไม่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า จะใช้เชื้อเพลิงชนิดใดทดแทน รวมถึงจะมีแนวทางอย่างไรเพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศ ว่า จำเป็นต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นเชื้อเพลิงในการผลิต ซึ่งมีราคาสูงกว่าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย และจะส่งผลกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าอย่างแน่นอน ฉะนั้น ทางเลือกที่ดีที่สุดคือในแต่ละภูมิภาคควรมีโรงไฟฟ้าเป็นของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ที่มีอัตราการใช้ไฟฟ้าสูงเทียบเท่าอัตราการผลิตไฟฟ้า อันเนื่องมาจากปัจจัยด้านการท่องเที่ยว