027.jpg

47 ปี กฟผ. คิดและทำเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนเดินหน้าสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ ท่ามกลางความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้น

          กฟผ. ครบรอบ 47 ปี แห่งการพัฒนาและเสริมสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้า พร้อมก้าวต่อไปด้วยการคิดและทำเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนสู่ระดับTop Quartile ของโลก ภายในปี 2564 ด้วยใจที่คำนึงถึงสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมควบคู่การผลิตไฟฟ้าเพื่อความยั่งยืน

20160429-P01-01

          นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ. ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2512 เพื่อเป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าของประเทศ ตลอดระยะเวลา 47 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้พัฒนาองค์กรให้ทันสมัย พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และเจริญเติบโตได้ภายใต้สถานการณ์ด้านพลังงานที่มีความผันผวนตลอดเวลา จากกำลังผลิตติดตั้ง 907 เมกะวัตต์ในปี 2512 จนถึงวันนี้ประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมทั้งประเทศ 38,838 เมกะวัตต์ โดยเป็นโรงไฟฟ้าของ กฟผ. 15,548 เมกะวัตต์ คิดเป็นร้อยละ 40 ของกำลังผลิตรวมทั้งประเทศ ในส่วนด้านระบบส่งไฟฟ้า กฟผ. ได้พัฒนาระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประเทศในกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง รวมถึงรองรับการพัฒนาพลังงานทดแทน ปัจจุบันสายส่งไฟฟ้าของ กฟผ. มีความยาวทั้งสิ้น 32,993.68 วงจร-กิโลเมตร สถานีไฟฟ้าแรงสูงรวม 213 สถานี

          ตลอดจนเดินหน้ามุ่งสู่การเป็นองค์กรระดับโลก ตามแผนวิสาหกิจ กฟผ. ฉบับปี พ.ศ. 2559-2569 โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นองค์การชั้นนำในกิจการไฟฟ้าในระดับสากล ที่เป็นเลิศในการดำเนินงานทุกด้าน มีความสามารถอยู่ในกลุ่มระดับยอดเยี่ยม (Top Quartile) เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบกิจการไฟฟ้าอื่นๆ ในโลก ซึ่ง กฟผ. ได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าว ได้แก่ 1) ปรับปรุงประสิทธิภาพด้านธุรกิจหลักให้อยู่ในระดับ Global Top Quartile 2) ดำเนินธุรกิจเกี่ยวเนื่องร่วมกับบริษัทในเครือของ กฟผ. 3) ส่งเสริมให้เป็นองค์กรที่ภาคภูมิใจของประเทศ และ 4) พัฒนางานสนับสนุนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์หลัก

          ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวต่อไปว่า ในปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้พัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2558-2579 (PDP2015) ด้วยเทคโนโลยีสะอาด มีความคืบหน้าโดยลำดับ คือ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 2 เดินเครื่องเชิงพาณิชย์สร้างความมั่นคงให้แก่ระบบไฟฟ้ากรุงเทพฯ และปริมณฑล เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา โครงการโรงไฟฟ้าทดแทนโรงเดิมที่จะหมดอายุการใช้งาน ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 4-7 ขณะนี้มีความคืบหน้าในภาพรวม ร้อยละ 28 มีกำหนดจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ในเดือนพฤศจิกายน 2561 โครงการโรงไฟฟ้าบางปะกงทดแทน เครื่องที่ 1-2 และโครงการโรงไฟฟ้าพระนครใต้ทดแทน เครื่องที่ 1-5 ซึ่งทั้งสองโครงการอยู่ระหว่างจัดหาบริษัทเพื่อดำเนินการก่อสร้างโครงการ และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2562 นอกจากนี้ ยังมีโครงการดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบสูบกลับที่โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา เครื่องที่ 3-4 จะขนานเครื่องเข้าระบบภายในเดือนพฤศจิกายน 2561 ช่วยเสริมในระบบไฟฟ้าของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและบริเวณใกล้เคียง ในส่วนของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ขณะนี้ได้นำส่งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

          สำหรับในอนาคตช่วง 3 ปีข้างหน้า (2559-2561) กฟผ. มีงบลงทุน 301,101 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนในระบบผลิต ประกอบด้วย โครงการโรงไฟฟ้า สายส่งเชื่อมโรงไฟฟ้ากับระบบ และงบลงทุนที่จัดทำเป็นแผนระยะยาวสำหรับโรงไฟฟ้า จำนวน 186,544 ล้านบาท (ร้อยละ 62) และการลงทุนในระบบส่ง ประกอบด้วย เงินลงทุนขยายระบบส่งไฟฟ้า และงบลงทุนที่จัดทำเป็นแผนระยะยาวสำหรับระบบส่ง จำนวน 114,557 ล้านบาท (ร้อยละ 38)

          ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศที่พุ่งสูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูร้อนนี้ ที่ตัวเลขปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ พีค ได้สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา สถิติ ณ วันที่ 28 เมษายน 2559 ตัวเลขพีคอยู่ที่ 29,403.7 เมกะวัตต์ สูงกว่าค่าสูงสุดของปี 2558 ที่ 27,345.8 เมกะวัตต์ ถึงร้อยละ 7.52 แล้ว กฟผ. ยังมุ่งเน้นการดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยได้ปลูกฝังวัฒนธรรมองค์การให้แก่พนักงาน ที่ไม่เพียงมุ่งมั่นในความเป็นเลิศ แต่ยังต้องมีความเอื้ออาทรต่อสังคมและชุมชน ภายใต้ปรัชญา “โรงไฟฟ้าอยู่ที่ใด สังคมต้องอยู่ดีมีสุข” โดยการเข้าร่วมเป็นจิตอาสาในโครงการ เช่น โครงการปลูกป่า โครงการแว่นแก้ว โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ฯลฯ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมไทยให้เข้มแข็ง และเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ทั้งยังได้แบ่งปันความรู้ด้านกิจการไฟฟ้าสู่สังคม ผ่านการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ (Learning Center) 8 แห่งทั่วประเทศ คาดว่าจะแล้วเสร็จครบทั้งหมดภายในปี 2561 ซึ่งจะเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ และนวัตกรรมด้านพลังงานไฟฟ้า สู่เยาวชนและสังคมไทยทั่วทุกภูมิภาค

          นอกจากนื้ กฟผ.ยังมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศ 12.47 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในปี 2573 ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าใหม่ การปรับปรุงอุปกรณ์โรงไฟฟ้าปัจจุบัน การจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า รวมถึงการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนตามเจตจำนงของประเทศไทยในการลดก๊าซเรือนกระจก (Intended Nationally Determined Contributions - INDCs) ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP21) เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2558

          “ตลอดระยะเวลา 47 ปีที่ผ่านมา กฟผ. มีความภาคภูมิใจที่ได้สร้างสรรค์สังคมไทย ให้พลังงานไฟฟ้ามีความมั่นคง เชื่อถือได้ สนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดีของสังคมไทยในทุกมิติ ซึ่งในวันที่ 1 พฤษภาคม นี้ ภาพยนตร์โฆษณา กฟผ. ชุดใหม่ที่มีชื่อว่า “พรหมลิขิต” จะออกสู่สายตาประชาชน ซึ่งเนื้อหาสื่อสารให้เห็นว่า การที่โรงไฟฟ้าจะไปตั้งอยู่ที่ไหนสักแห่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เปรียบเสมือนพรหมลิขิตที่ทำให้ กฟผ. และชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าได้เป็นกัลยาณมิตรกันก่อให้เกิดการพัฒนาร่วมกันอย่างยั่งยืนสืบไป…โรงไฟฟ้าอยู่ที่ใด สังคมต้องอยู่ดีมีสุข” ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวในที่สุด