004.jpg

ประธานกรรมาธิการพลังงาน พร้อมคณะ สนช. ลงพื้นที่ กฟผ.แม่เมาะ ติดตามความคืบหน้า การออกเอกสารสิทธิ์อพยพราษฎร

20160705 3

          กรรมาธิการพลังงาน คณะ สนช. พอใจความก้าวหน้าการดำเนินงาน กฟผ.แม่เมาะ แม้ติดขัดปัญหาการเพิกถอนพื้นที่ป่าในช่วงแรก ระบุเป็นบทเรียนสำคัญ แนะ “ปิดปากถุง” ป้องกันการขออพยพอีก และเดินหน้าพัฒนาเรื่องใหม่ ๆ

20160705 2

     พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานคณะ กรรมาธิการพลังงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. และในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ พร้อมด้วยคณะจำนวน 4 ท่าน ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพปัญหาด้านที่ดินทำกิน การออกเอกสารสิทธิ์จากการอพยพราษฎรในพื้นที่ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง พร้อมติดตามการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2559 ในโครงการสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติพบประชาชน ณ จังหวัดลำปางและลำพูน ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–24 มิถุนายน 2559

    ในการนี้ คณะได้ลงพื้นที่สำรวจหมู่บ้านอพยพจำนวน 3 หมู่บ้าน คือ บ้านเวียงสวรรค์ หมู่ 9, บ้านเวียงหงส์ล้านนา หมู่ 12 ต.แม่เมาะ และบ้านฉลองราช หมู่ 8 ต.สบป้าด จากนั้นได้รับฟังสรุปความก้าวหน้า และปัญหาการออกเอกสารสิทธิ์จากการอพยพราษฎรที่ผ่านมา รวมทั้งการดำเนินงานผลิตกระแสไฟฟ้าของ กฟผ.แม่เมาะ ณ อาคารประชาสัมพันธ์ กฟผ.แม่เมาะ โดยมีนายอดิศักดิ์ กิจเจริญธนารักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการผลิตโรงไฟฟ้าแม่เมาะ (อฟม.) นายนำพล โพธิวงศ์ หัวหน้าหน่วยประสานงานก่อสร้าง และอพยพ (นปอ-มม.) บรรยายสรุปผลการดำเนินการ พร้อมด้วยผู้บริหาร กฟผ.แม่เมาะ ร่วมให้ข้อมูลและตอบข้อซักถาม ก่อนที่จะลงพื้นที่ ดูงานบริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา (ทุ่งบัวตอง) ซึ่งปรับปรุงที่ทิ้งดินให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และดูการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ณ ศูนย์อำนวยการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะ 4-7 (Plant Sup)

20160705 4

    นายนำพล โพธิวงศ์ กล่าวว่า กฟผ. แม่เมาะ ดำเนินการอพยพราษฎรออกจากพื้นที่ตั้งแต่ปี 2521 เป็นต้นมา เนื่องจากมีความจำเป็น ต้องใช้พื้นที่ทำเหมืองลิกไนต์ส่งให้กับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ และก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่จาง สำหรับใช้ในระบบหล่อเย็นของโรงไฟฟ้า โดยแบ่งการอพยพออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

    กลุ่ม 1 การอพยพครั้งที่ 1-4 ช่วงปี 2521-2536 จำนวน 2,400 ครัวเรือน อพยพตามความจำเป็นในการใช้พื้นที่ของ กฟผ. เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2543 และวันที่ 8 มีนาคม 2548 คณะรัฐมนตรี มีมติให้ออกเอกสารสิทธิ์แก่ราษฎรที่อพยพไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ โดยดำเนินการแล้วเสร็จส่วนหนึ่งในปี 2545 คือ เอกสารสิทธิ์ สปก. 4-01 จำนวน 490 แปลง และเอกสารสิทธิ์โฉนดที่ดินสำหรับอยู่อาศัย 1,951 แปลง ส่วนที่เหลืออีก 1,000 แปลง ในส่วนของที่อยู่อาศัย ขณะนี้อยู่ในระหว่างที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกกฎกระทรวงเพิกถอนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2559 คาดว่าจะดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์ให้กับราษฎรในพื้นที่ กรมที่ดินได้รังวัดไว้แล้วภายในเดือนกันยายน 2559 และจะทำการรังวัดและออกเอกสารสิทธิ์ในส่วนที่เหลือทั้งหมดในกลุ่มอพยพครั้งที่ 1-4 ให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2560

    ส่วนกลุ่มที่ 2 การอพยพครั้งที่ 5-7 ช่วงปี 2544-ปัจจุบัน เป็นการขออพยพของราษฎรโดยความสมัครใจ โดยครั้งที่ 5 ช่วงปี 2544-2552 มีจำนวน 340 ครัวเรือน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2544 ไม่ได้กล่าวถึงการออกเอกสารสิทธิ์ในแปลงจัดสรรของราษฎรไว้ ขณะที่การอพยพ ครั้งที่ 6 ช่วงปี 2549-2553 จำนวน 473 ครัวเรือน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2549 ได้เห็นชอบในการออกเอกสารสิทธิ์ให้กับราษฎร ที่อพยพไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ และการอพยพครั้งล่าสุด ช่วงปี 2556-ปัจจุบันที่อยู่ระหว่างดำเนินการจำนวน 1,458 ครัวเรือน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2556 ก็ไม่ได้รับรองการออกเอกสารสิทธิ์เช่นเดียวกับ การอพยพครั้งที่ 5

    ทั้งนี้ ได้มีราษฎรสอบถามกับผู้ตรวจการแผ่นดินเรื่องการออกเอกสารสิทธิ์ในการอพยพครั้งที่ 6 ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินได้นำเรื่องเสนอต่อนายกรัฐมนตรีพิจารณา และสำนักนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้ดำเนินการ ดังนี้ 1. การออกเอกสารสิทธิ์ในการอพยพครั้งที่ 5-6 เห็นควรมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้รับผิดชอบ โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงาน และ 2. การอพยพครั้งที่ 7 มติคณะรัฐมนตรีให้กระทรวงพลังงานเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ

20160705 1

    นอกจากนี้ พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์ กล่าวภายหลังการบรรยายสรุป ว่า จากการดำเนินงานที่ผ่านมาของ กฟผ. ได้ดำเนินการตามระเบียบแต่ติดขัดในข้อจำกัดกระบวนการเพิกถอนพื้นที่ป่า ซึ่งปัจจุบันปัญหานี้ก็ได้คลี่คลายลงแล้ว และเป็นบทเรียนสำคัญในการดำเนินงานที่ต้องบันทึกไว้ ส่วนเรื่องปัญหาเอกสารสิทธิ์ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบแล้ว และสั่งการให้รายงานทุกขั้นตอน มีทีมงานคอยติดตามอย่างใกล้ชิด โดยขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ช่วยเร่งรัดการดำเนินงานด้วย ทั้งนี้ ได้เข้าใจปัญหาการดำเนินงานตามขั้นตอนของกระทรวงทรัพย์ฯ ที่ต้องรับผิดชอบ พื้นที่ทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังมีผู้ตรวจการแผ่นดินติดตามงานอยู่ ซึ่งทางคณะ สนช. จะเก็บข้อมูลและติดตามต่อไป

    “สิ่งที่ห่วงใยอีกเรื่อง คือ การสื่อสารระหว่างองค์กรของรัฐกับประชาชน จะทำอย่างไรให้ประชาชนทราบความคืบหน้าเป็นระยะ ๆ ขอเสนอให้นำกลุ่ม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประชาชนในพื้นที่มานั่งฟังผลการประชุมด้วยกันเพื่อจะได้ลดการร้องเรียน และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ ให้ กฟผ.แม่เมาะ ปิดปากถุงป้องกันปัญหาการร้องขออพยพอีก ซึ่ง กฟผ.แม่เมาะ ก็จะต้องขอใช้พื้นที่ป่าอีก ป่าก็จะหาย ควรปิดปากถุงดำเนินการให้แล้วเสร็จ และเดินหน้าเรื่องอื่นที่สำคัญ ๆ ต่อไป” พลเอก สกนธ์ กล่าวในที่สุด

    สำหรับประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ มีทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย โดยกล่าวอ้างเรื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะในเชิงมายาคติ แต่พอมาเห็นพื้นที่จริงก็พบว่ามี การเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่เหตุใดทำไมยังพูดแบบนั้นอยู่ กฟผ.แม่เมาะ ควรมีการชี้แจงหรือทำการประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้มากขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้ และสร้างความเข้าใจให้กับชุมชน และสังคม

    ขณะเดียวกันยังได้สอบถามเรื่องการรับรู้การดำเนินงาน กฟผ. กระบวนการมีส่วนร่วม รวมถึง การดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น คุณภาพอากาศ จุดตรวจวัดต่าง ๆ จึงฝากข้อเสนอแนะถึงคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ อ.แม่เมาะ ควรมาเรียนรู้และรับรู้การดำเนินงานของ กฟผ.แม่เมาะ ให้เกิดความภาคภูมิใจ และเป็นคนกลางเผยแพร่เรื่องราวที่ดี เช่น คุณภาพอากาศดี อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ต่อไป

    กรณีคาร์บอนเครดิต เนื่องจาก กฟผ.แม่เมาะ ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ วันนี้มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยี มีการเปลี่ยนเครื่องจักรอุปกรณ์ใหม่ ทำให้ลดการใช้ปริมาณถ่านหินน้อยลง จึงเป็นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งนี้ การศึกษาวิจัยที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่านี้หรือไม่ ซึ่งจะหารือกับ นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ.ในโอกาสต่อไป