034.jpg

ชี้แจงข้อเท็จจริง จากเวทีเสวนาเรื่อง“มองอนาคตพลังงานไทย-เราควรถกเรื่องอะไร”

Press Release

    ตามรายงานข่าวกรีนนิวส์ จากเวทีเสวนาเรื่อง“มองอนาคตพลังงานไทย-เราควรถกเรื่องอะไร” จัดโดยบริษัทป่าสาละ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ได้กล่าวถึงการดำเนินงานของ กฟผ. หลายประเด็น เช่น โครงสร้างกิจการไฟฟ้าผูกขาดทำให้ค่าไฟฟ้าแพง ปริมาณสำรองสูง และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน รวมทั้ง มีความทับซ้อนในเชิงนโยบายกับบริษัทในเครือ อาจทำให้สังคมเกิดความสับสนจากข้อมูลที่คาดเคลื่อน หรือมุมมองด้านเดียว

    ในความเป็นจริง แนวคิดเรื่องการแข่งขันเสรีในโครงสร้างกิจการไฟฟ้าของประเทศมีมากว่า 20 ปี โดยมีการหยิบยกขึ้นมาในรัฐบาล หลายยุค หลายสมัย ซึ่งจะเห็นได้ว่า โครงสร้างกิจการไฟฟ้าของไทยมีพัฒนาการมาเป็นลำดับ โดยการนำแนวคิดต่างๆปรับแนวทางให้เหมาะสมในแต่ละยุคสมัย เช่น การมีการแข่งขันของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่(IPP) ในระบบผลิตไฟฟ้า การแปรูปโรงไฟฟ้าของ กฟผ. บางแห่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ การแบ่งแยกบทบาทหน้าที่โดยกระทรวงพลังงานเป็นผู้กำหนดนโยบาย กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นผู้กำกับดูแลและกำหนดอัตราค่าบริการ ส่วน กฟผ. ลดบทบาทเป็นผู้ปฏิบัติภายใต้นโยบายและกฏระเบียบต่างๆ ซึ่งโครงสร้างกิจการไฟฟ้าในปัจจุบัน ยังอยู่บนพื้นฐานความคิดว่า ไฟฟ้ามิใช่สินค้า แต่เป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึง เพียงพอ ในราคาเท่ากันทั่วประเทศ

    จากประเด็นข้อเสนอแนะต่างๆ จากการเสวนา บางเรื่องเป็นแนวคิดที่ภาครัฐได้มีการดำเนินการแล้ว เช่นเรื่องการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน บางเรื่องเป็นปัญหาอุปสรรคที่อยู่ระหว่างการแก้ไข อย่างไรก็ตาม การเสนอบางเรื่องอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เช่น บทบาทของ กฟผ. ต่อราคาค่าไฟฟ้า กฟผ. จึงขอสรุปคำชี้แจงและข้อเท็จจริง ในประเด็นต่างๆ เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบข้อมูลอย่างรอบด้านยิ่งขึ้น ดังนี้

          ค่าไฟฟ้าแพง เพราะ กฟผ. ผูกขาด ?

    ประเด็น ค่าไฟฟ้าแพง เพราะ กฟผ. ผูกขาดกิจการทั้งการซื้อและขายไฟฟ้า หากเป็นระบบสินค้าที่มีการแข่งขัน เมื่อมีปริมาณสำรองหรือมีอุปทานมากกว่าอุปสงค์ ราคาก็จะยิ่งต่ำลง แต่ระบบไฟฟ้ากลับกัน คือ ยิ่งมีปริมาณสำรองสูง ค่าไฟฟ้ายิ่งสูง เมื่อไทยเป็นระบบผูกขาดรายเดียว จึงเป็นแบบนี้

    คำชี้แจง

    การซื้อและขายไฟฟ้าไฟฟ้าของ กฟผ. มิได้มาจากอำนาจผูกขาด เนื่องจากไม่สามารถกำหนดราคารับซื้อและราคาขายไฟฟ้าได้ กฟผ. มีหน้าที่ลงนามสัญญาตามนโยบายของรัฐ ซึ่งเป็นผู้กำหนดระเบียบรับซื้อ และคัดเลือกผู้ชนะการประมูล ที่มาจากการแข่งขันที่เปิดกว้างของโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) และการรับซื้อจาก SPP ส่วนค่าไฟฟ้าที่ขายให้ประชาชน กกพ. เป็นผู้กำหนดทั้งค่าไฟฟ้าฐานและค่า Ft

    สำหรับค่าไฟฟ้าแพงนั้น มีสาเหตุจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ กฟผ. ไม่สามารถควบคุมได้ โดยโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า ประกอบด้วย

    ค่าไฟฟ้าฐาน โดยคำนวณจาก 1. ส่วนค่าใช้จ่ายคงที่ คือ ค่าลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้า ระบบส่ง ระบบจำหน่าย ค่าดำเนินการและบำรุงรักษา และผลตอบแทนการลงทุนที่ถูกกำกับจากภาครัฐ และ 2. ค่าใช้จ่ายผันแปร คือ ค่าเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้า กฟผ. ค่าซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน (ค่าลงทุน, ค่าเชื้อเพลิง) และค่าใช้จ่ายตามนโยบายของรัฐ (Adder, กองทุนพัฒนาไฟฟ้า)

    ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) คือ ส่วนต่างของค่าเชื้อเพลิงจริง และค่าซื้อไฟฟ้าจริง และค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐ กับส่วนที่กำหนดไว้ในค่าไฟฟ้าฐาน

    จากการที่โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า 2 ใน 3 ส่วน เป็นค่าใช้จ่ายผันแปร ซึ่งประกอบด้วย ค่าเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้า กฟผ. ค่าซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน (ค่าลงทุน, ค่าเชื้อเพลิง) และค่าใช้จ่ายตามนโยบายของรัฐ (Adder, กองทุนพัฒนาไฟฟ้า) โดยเฉพาะค่าเชื้อเพลิงประเภทก๊าซธรรมชาติ มีสัดส่วนการใช้ผลิตไฟฟ้าสูงที่สุด ที่ผ่านมามีระดับราคาปรับขึ้น แม้จะมีการปรับลดลงบ้างในช่วง 2 ปีนี้ นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายจากการอุดหนุนค่าซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Adder, Feed in Tariff : FiT) ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ส่วนค่าใช้จ่ายคงที่ของการไฟฟ้านั้น ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงน้อย เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกกำกับโดย กกพ.

20160813 P01 01

    ปริมาณสำรองสูงเกิดจากอะไร

    ประเด็น เมื่อมีปริมาณสำรองหรือมีอุปทานมากกว่าอุปสงค์ ราคาก็จะยิ่งต่ำลง แต่ระบบไฟฟ้ากลับกัน คือ ยิ่งมีปริมาณสำรองสูง ค่าไฟฟ้ายิ่งสูง ส่วนหนึ่งมาจากการคาดการณ์เศรษฐกิจที่อาจจะสูงเกินไป อีกส่วนหนึ่งมาจากการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

    คำชี้แจง

    ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ได้วางแผนการลงทุนสร้างก่อสร้างโรงไฟฟ้า โดย คาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าอิงกับการคาดการณ์อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใช้เวลานานหลายปีกว่าจะแล้วเสร็จ ทั้งนี้ หากอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ จากทั้งภายในประเทศ และภายนอกประเทศ จะส่งผลทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีค่าเบี่ยงเบนไปทั้งสูงและต่ำจากที่คาดการณ์ไว้ กล่าวคือ ในกรณีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าคาดการณ์ จะส่งผลปริมาณกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองต่ำกว่ามาตรฐาน อาจจะเกิดภาวะไฟฟ้าขาดแคลนได้ ซึ่งจะเกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง และในทางกลับกันกรณีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าคาดการณ์ จะส่งผลให้ปริมาณกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองอาจจะสูง แต่เมื่อความต้องการไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นตามอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลกระทบก็จะบรรเทาลงจนกลับสู่ภาวะปกติในที่สุด

    ในประเด็นที่กล่าวว่า กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองสูง ส่วนหนึ่งมาจากมาจากการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น ในกรณีของภาคใต้ มีกำลังผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ใกล้เคียงกับความต้องการไฟฟ้าในปัจจุบัน หากไม่มีแหล่งผลิตเพิ่มขึ้นในอนาคต จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 5 – 6 เปอร์เซนต์ การมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน นอกจากจะสร้างความมมั่นคงทางพลังงานในพื้นที่ในระยะยาวแล้ว ยังช่วยให้ลดความเสี่ยงและกระจายสัดส่วนพลังงานในภาพรวมของประเทศ รวมทั้งไม่ขัดแย้งกับการส่งเสริมพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าฐานที่พร้อมเดินเครื่องในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตได้ต่อเนื่อง ซึ่งทุกประเทศที่มีการใช้พลังงานหมุนเวียนมาก ก็ต้องมีโรงไฟฟ้าฐาน ทั้งจากพลังงานนิวเคลียร์ ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติมากเช่นกัน

          ต้นทุนของพลังงานหมุนเวียนแข่งขันได้กับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ?   

    ประเด็น ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีราคาถูกและสามารถแข่งขันกับโรงไฟฟ้าถ่านหินได้แล้ว ปัญหาคือทุกวันนี้รัฐยังปิดประตูการรับซื้อ

    คำชี้แจง

    ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล ทั้ง ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน เป็นโรงไฟฟ้าที่สามารถเดินเครื่องได้ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน โดยมีต้นทุนการผลิตไม่สูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ยังไม่มีความแน่นอนและมีราคาแพงกว่า ระบบไฟฟ้าจึงมีความจำเป็นต้องใช้โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากปัจจุบันมีการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซมากจนเกินไป และก๊าซในอ่าวไทยกำลังจะหมดลง

         อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันประเทศไทยมีการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในปริมาณที่ค่อนข้างมากอยู่แล้ว และหากในอนาคตเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าจากของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนพัฒนาดีขึ้น ทั้งด้านราคา ประสิทธิภาพและเสถียรภาพ ย่อมจะเป็นทางเลือกที่ดีของประเทศอย่างแน่นอน

          กฟผ. ยิ่งลงทุนมาก ยิ่งกำไรมาก ? 

         ประเด็น การใช้หลักการประกันกำไรการลงทุน (ROIC) ซึ่งเป็นระบบที่เพิ่งถูกเปลี่ยนในช่วงที่ กฟผ. เข้าตลาดหุ้น เพื่อสร้างความสนใจให้นักลงทุน โดยมีนัยยะว่า กฟผ. ยิ่งลงทุนมาก ยิ่งกำไรมาก ไม่ว่าจะลงทุนเกินเพียงใดต้นทุนก็จะถูกส่งไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า

         คำชี้แจง

         การลงทุนของ กฟผ. ต้องผ่านการพิจารณาของ สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงพลังงาน (พน.) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และคณะรัฐมนตรี ซึ่งโครงการที่ได้รับการเห็นชอบ ต้องเป็นโครงการที่เหมาะสม คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

         นอกจากนี้ ในการกำหนดผลตอบแทนเงินลงทุน หรือ ROIC (Return On Invested Capital) ในโครงสร้างค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้านั้น ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดระดับ ROIC และค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่ความเหมาะสม กฟผ. ไม่ได้เป็นผู้กำหนด

         ผลประโยชน์ทับซ้อน ?

         ประเด็น นอกจาก กฟผ. แล้ว ยังมีผู้ประกอบการอื่นๆจำนวนมาก เช่น บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด (มหาชน) ที่ กฟผ. ถือหุ้น 45% หรือ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ที่ กฟผ. ถือหุ้น 25% จึงกลายเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างผู้เจรจากับผู้กำหนดนโยบาย

         คำชี้แจง

         การเกิดขึ้นของ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการลดภาระการลงทุนของภาครัฐ และเพิ่มการแข่งขันในภาคการผลิตไฟฟ้า โดยการเพิ่มจำนวนรายผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน

         ส่วนเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น กฟผ. ไม่ได้ทำหน้าเป็นผู้กำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์ได้ เช่น นโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน และการกำหนดระเบียบรับซื้อไฟฟ้า ดังนั้น บริษัทในเครือทั้งสองก็จะต้องเข้าแข่งขันกับผู้ลงทุนผลิตไฟฟ้ารายอื่นๆ อย่างเท่าเทียมกัน รวมทั้งผู้ผลิตเอกชนรายอื่นๆ คงไม่ยอมให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจเช่นกัน

          กฟผ. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อมูลดังกล่าว จะช่วยสร้างความเข้าใจต่อการดำเนินงานของ กฟผ. ได้ดียิ่งขึ้น กฟผ. ในฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจด้านกิจการไฟฟ้าของประเทศ ยินดีรับฟังความคิดเห็น ข้อห่วงใย และพร้อมร่วมกับสังคมทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืน ในการพัฒนาพลังงานของประเทศ