016.jpg

การชี้แจงบทความของผู้จัดการออนไลน์ ประเด็นการรวบรวมความเห็นของคณะกรรมการไตรภาคีโรงไฟฟ้ากระบี่ และอื่นๆ

จากบทความเรื่อง “เรื่องสำคัญของชาติขนาดนี้จะใช้วิธีการ “กาถูก กาผิด” กระนั้นหรือ?” ของ อ.ประสาท มีแต้ม ในผู้จัดการออนไลน์วันที่ 25 กันยายน 2559 กฟผ. ขอชี้แจงบางประเด็นที่มีข้อมูลคลาดเคลื่อน ดังนี้

1. ประเด็นการประชุม (19 กันยายน 2559) ประธานที่ประชุมได้แจกแบบฟอร์มกระดาษ A4 1 หน้า ให้กับกรรมการทุกคนเพื่อให้กาเครื่องหมายว่า เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับ “โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนกระบี่” ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะใช้วิธีการ “กาถูก กาผิด” ในการประชุมไตรภาคี
ชี้แจง การที่ประธานกรรมการไตรภาคีฯ แจกแบบฟอร์มขอความเห็นและเหตุผลของคณะกรรมการต่อโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ ซึ่งได้บอกจุดประสงค์ให้กรรมการสรุปความเห็นส่วนตัว และข้อมูลเสนอแนะ จากการดำเนินงานที่ผ่านมา 9 เดือน เพื่อนำทุกความเห็นประกอบไว้ในรายงาน เสนอต่อนายกรัฐมนตรีตามอำนาจหน้าที่ที่ระบุไว้ในคำสั่งแต่งตั้ง

2. ประเด็นการไฟฟ้าฯ มักจะอ้างอยู่เสมอก็คือ พลังงานหมุนเวียนไม่มีความเสถียร ไม่มั่นคง แต่ทางโรงงานดังกล่าวสามารถเดินเครื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 300 วัน (หรือ 82% ของเวลาทั้งปี) แต่ก็ยังถูกจัดให้เป็นโรงไฟฟ้าประเภท “ไม่มั่นคง (Non-Firm)” ทั้งๆ ที่โรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วไปก็มี Plant Factor ประมาณ 75% เท่านั้น
ชี้แจง การเลือกเสนอขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแบบ Firm หรือ Non-firm เป็นการตัดสินใจของโรงไฟฟ้าเอง ขึ้นอยู่กับความพร้อมของโรงไฟฟ้านั้นๆ โดยราคารับซื้อไฟฟ้าแบบ Firm สูงกว่า Non-Firm มีเงื่อนไขที่ต้องผลิตได้ต่อเนื่อง สำหรับโรงไฟฟ้าที่กล่าวถึง เป็นโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 8 เมกะวัตต์ ซึ่งจากการนำเสนอของโรงไฟฟ้า ยังระบุว่า ต้องใช้ผลผลิตปาล์มจากพื้นที่มากถึง 1 แสนไร่ และ การรวบรวมเชื้อเพลิงจากแหล่งที่ไกลเกินกว่า 60 กิโลเมตร จะไม่คุ้มค่า รวมทั้ง มีข้อจำกัดในการบำรุงรักษาที่ต้องสั่งอะไหล่จากต่างประเทศ โรงไฟฟ้าจึงเสนอขายไฟฟ้าแบบ Non-firm เพื่อให้สอดคล้องกับข้อจำกัดและคุ้มค่าการลงทุนมากที่สุด
          อนึ่ง การซื้อไฟฟ้าแบบชีวมวล เช่น การรับซื้อ SPP ของ กฟผ. มีผู้เสนอขายทั้งแบบ Firm และ Non–firm แต่ส่วนใหญ่ ร้อยละ 77 เสนอขายแบบ Non-firm ตามข้อจำกัดของเชื้อเพลิง ซึ่งจากข้อจำกัดของชีวมวล หลายประเทศ เช่น เยอรมนี ได้ทบทวนการรับซื้อไฟฟ้าจากชีวมวลเหลือปีละไม่เกิน 150 เมกะวัตต์ เพราะนอกจากจะผลิตได้ไม่ต่อเนื่องแล้ว ยังกระทบต่อการใช้ที่ดิน และพื้นที่ผลิตอาหารของประเทศ

3. ประเด็นตัวแทนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและนักวิชาการคนหนึ่งอ้างว่า ค่าไฟฟ้าในเยอรมนีมีราคาแพง 12 ถึง 13 บาทต่อหน่วย เกิดจากการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนมากเกินไป เรื่องนี้ผมได้นำเสนอพร้อมเอกสารเช่นกันว่า ค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยในเยอรมนี (ในครึ่งหลังของปี 2015) มีราคา 11.48 บาท ในจำนวนนี้ 51.5% เป็นภาษี และอีก 23.4% เป็นค่าระบบเครือข่ายสายส่ง
ชี้แจง จากโครงสร้างค่าไฟฟ้าของเยอรมนีในปี 2559 สัดส่วนของเงินภาษีเข้ารัฐมีเพียงร้อยละ 22 ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 16 และค่าธรรมเนียมการใช้พื้นที่สาธารณะร้อยละ 6 ส่วนอีกร้อยละ 78 เกี่ยวข้องกับ ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า การลงทุนระบบส่ง และเงินอุดหนุนรูปแบบต่าง ได้แก่ ค่าซื้อไฟฟ้าร้อยละ 21 ค่าธรรมเนียมระบบส่ง ร้อยละ 25 เงินอุดหนุนพลังงานหมุนเวียน (Renewable surcharge) ร้อยละ 22 ภาษีไฟฟ้าร้อยละ 7 และเงินอุดหนุนอื่นๆ ร้อยละ 3

20160929-A01-01

          เหตุที่ค่าไฟฟ้าเยอรมันแพง 11 – 12 บาท เนื่องจากเยอรมันมีกำลังผลิตไฟฟ้า 194,000 เมกมะวัตต์ แต่มีความต้องการไฟฟ้าสูงสุดเพียง 87,000 เมกะวัตต์ สาเหตุที่ต้องมีกำลังผลิตไฟฟ้าเกินกว่า 2 เท่าตัว เนื่องจากเยอรมนี อุดหนุนการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ทำให้มีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนถึง 100,000 เมกะวัตต์ โดยเป็นพลังงานลม 47,000 เมกะวัตต์ และแสงอาทิตย์ 40,000 เมกะวัตต์ ซึ่งบางวันผลิตไฟฟ้าเกินความต้องการ ต้องขายออกไปประเทศอื่นในราคาถูก บางวันผลิตไม่ได้เลย ทำให้ต้องมีกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าหลักเป็นพี่เลี้ยง เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน 49,000 เมกะวัตต์ โดยต้นทุนของระบบผลิตทั้งหมดจะถูกส่งผ่านเข้าไปในค่าไฟฟ้ารูปแบบต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว

4. ประเด็น การร่วมลงนามเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งท่านนายกฯ ได้สัญญาว่าจะร่วมลด “ก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20-25 ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ปกติ” แต่ข้อมูลล่าสุดพบว่า ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2559 การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศไทยเรากลับเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.34 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถ้าเราสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอีกประมาณ 7 พันเมกะวัตต์ในช่วง 20 ปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น
ชี้แจง การเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละปี มิได้หมายความว่า ประเทศไทยจะไม่สามารถดำเนินการตามเป้าหมาย COP21 เพราะเป้าหมายดังกล่าว กำหนดให้ลดลงจากกรณีไม่มีการดำเนินการใดๆ(Business As Usual – BAU) ไม่ใช่ลดลงจากปัจจุบัน ซึ่งเป็นหลักการการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศกำลังพัฒนาภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

20160929-A01-02

          สำหรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินตาม PDP2015 จะไม่กระทบต่อเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างแน่นอน เนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าที่กำหนดไว้ใน PDP2015 ปี 2558 – 2579 ได้ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และกำหนดมาตรการลกก๊าซเรือนกระจก ได้แก่ การอนุรักษ์พลังงาน การเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ที่สอดคล้องกับ COP21 อยู่แล้ว โดยในปัจจุบัน การลดก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ. ยังสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ NAMAs(COP16) ร้อยละ 7 – 20 ในปี 2563 ตามที่ประเทศไทยได้แสดงเจตจำนงไว้