030.jpg

ผู้ว่าการ กฟผ. ยืนยันให้ความสำคัญวิถีชุมชนในโครงการเทพา

          ผู้ว่าการ กฟผ. พบผู้นำชุมชนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา เปิดใจ จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าในภาคใต้ เพราะกำลังผลิตสำรองในพื้นที่น้อยเกินไป เชื่อมั่น “เทพาโมเดล” จะทำให้เกิดการพัฒนาในท้องท้องถิ่นที่เกิดจากความต้องการของชุมชนเอง และยินดีรับฟังความเห็นต่าง เพราะจะช่วยให้โครงการมีความรอบคอบยิ่งขึ้น

20160929 p01 01

    เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2559 นายกรศิษฐ์ ภัคโชตานนท์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร กฟผ. ให้การต้อนรับ คณะผู้นำชุมชนจังหวัดปัตตานี นำโดย นายมะแอ สะอะ ผู้นำชุมชนปัตตานี และนายอับดุลอายี สาแม็ง สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดยะลา ณ สำนักงานกลาง กฟผ. ภายหลังจากนายวีระชัย ยอดเพชร หัวหน้าโครงการเตรียมงานพัฒนาโรงไฟฟ้าเทพา (หก-ตท.) เชิญผู้นำชุมชนภาคใต้ ดูงานโรงไฟฟ้าแม่เมาะและโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ

20160929 p01 02

    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยือน กฟผ. และสนับสนุนเพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนสังคม โครงการโรงไฟฟ้าเทพามีความจำเป็นสำหรับภาคใต้ ซึ่งทุกวันนี้ ต้องรับไฟฟ้าจากส่วนกลางวันละ 200-300 เมกะวัตต์ โดยเฉพาะช่วงจะนะหยุดซ่อมท่อก๊าซ กฟผ. ต้องส่งไฟฟ้าไปถึง 650 เมกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็นกำลังผลิตสำรองถึงร้อยละ 27 ดังนั้น กำลังผลิตสำรองที่กล่าวว่าร้อยละ 15 จึงไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าโรงไฟฟ้าจะนะเกิดขัดข้อง การมีโรงไฟฟ้าในพื้้นที่ ชุมชนยังจะได้ประโยชน์จากการเงินกองทุนรอบโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นสิทธิของชุมชนในการบริหารจัดการเงินกองทุนเอง เช่น การดำเนินงานตามเทพาโมเดล

    ผุ้ว่าการ กฟผ. กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ กฟผ. ให้ความสำคัญที่สุด คือ วิถีของชุมชน ซึ่งบางเรื่อง กฟผ. อาจไม่มีความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ต้องขอให้ผู้นำชุมชนช่วยชี้แนะ เช่น เรื่องมัสยิด กุโบร์ รวมทั้ง แม้ว่าในชุมชนจะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับโครงการ แต่ กฟผ. ไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง เพราะเคารพในสิทธิของชุมชน และเห็นว่าความเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดา ที่แม้แต่การคัดค้านของเอ็นจีโอบางกลุ่ม หลายเรื่องเป็นมุมมองที่ดี ที่ทำให้ กฟผ. มีความรอบคอบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากการดำเนินงานผ่านขั้นตอนต่างๆ จนเกิดโครงการแล้ว กฟผ. ก็ยังจะต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับ รวมทั้งจะพยายามสร้างความเข้าใจต่อไป

20160929 p01 03

    ด้านนายมะแอ สะอะ หนึ่งในผู้นำชุมชนปัตตานี กล่าวว่า การที่ได้ไปทัศนะศึกษาโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ทำให้ได้รับข้อมูลที่ชัดเจน ในการไปอธิบายสร้างความเข้าใจกับกลุ่มผู้ที่เห็นด้วยและยังเห็นต่างในพื้นที่ ซึ่งเมื่อก่อนไม่สามารถตอบคำถามกลุ่มที่เห็นต่างได้ในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเรื่องสุขภาพ แต่จากการไปดูงานที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะแล้ว ได้เห็นความจริงว่า โรงไฟฟ้าแม่เมาะมีอากาศดี สัตว์เลี้ยงอยู่ได้ ไม่มีมลพิษอะไรเลย

    “ผมจะช่วยสนับสนุนโครงการนี้ ด้วยใจที่ต้องการให้ประเทศชาติมีความมั่งคงทางพลังงาน ประชาชนในพื้นที่มีงานทำ ผมอยู่มาเลเซียมา 20 ปี มาเลเซียอากาศเหมือนประเทศไทย แต่มีโรงไฟฟ้าใหญ่กว่าแม่เมาะ มาเลเซียยังพัฒนาได้ ทำไมไทยจะทำไม่ได้” นายมะแอ สะอะ กล่าว