บ่ายวันพุธที่ 28 กันยายน 2559 ประชาชนกว่า 1.7 ล้านคนในรัฐออสเตรเลียใต้ ต้องเผชิญวิกฤตไฟฟ้าดับ ท่ามกลางข้อกังขาว่า เพราะพายุ หรือการพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนมากเกินไป

20161004-A02-01

          ไฟฟ้าเริ่มดับตอน 15.50 น. หลังจากที่เสาส่งไฟฟ้า 22 เสา และสายส่งอีก 22 สายทั่วทั้งรัฐเกิดเหตุขัดข้องเนื่องจากพายุและฟ้าผ่า เป็นผลให้ระบบไฟฟ้าทั้งหมดของออสเตรเลียใต้หยุดทำงาน และเพื่อไม่ให้รัฐวิคตอเรียที่มีสายส่งเชื่อมกับรัฐออสเตรเลียใต้ได้รับผลกระทบไปด้วย จึงต้องหยุดการทำงานของสายส่งระหว่างรัฐ เกิดไฟฟ้าดับวงกว้าง ไฟจราจรไม่ทำงาน ระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้า และการบริการอื่น ๆ ในรัฐได้รับผลกระทบ

          เมือง Adelaide เมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐออสเตรเลียใต้ ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นที่สุด ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด

20161004-A02-02

รายงานของเว็บไซต์ https://wattsupwiththat.com/ ระบุว่า ไฟฟ้าดับในรัฐออสเตรเลียใต้เกิดจากความผิดพลาดของนโยบายลดโลกร้อน

20161004-A02-03

ตำรวจจราจรปฏิบัติงานท่ามกลางพายุ เมื่อเมือง Adelaide ตกอยู่ในความมืดมิด ไฟถนนและสัญญาณไฟจราจรดับ
http://www.abc.net.au/news/2016-09-28/sa-weather-south-australia-without-power-as-storm-hits/7885930

          ช่วงใกล้ค่ำ องค์กรที่รับผิดชอบดูแลระบบส่งในรัฐ หรือ SA Power Networks ที่ได้เตือนประชาชนให้สำรองแบตเตอรี่โทรศัพท์ไว้เนื่องจากไฟดับอาจกินเวลานาน ได้ประกาศว่ากำลังกู้ระบบไฟฟ้าบางส่วนกลับคืน และคาดว่าไฟฟ้าทั้งรัฐจะกลับสู่สภาพปกติอีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่สำนักข่าว Huffington Post รายงานว่า โรงไฟฟ้าสำรองที่เป็นโรงไฟฟ้าฐาน (back up base load generators) ยังไม่สามารถจ่ายไฟเข้าระบบได้ทัน

          รัฐออสเตรเลียใต้ปัจจุบันอยู่ใต้การบริหารของรัฐบาลพรรคแรงงาน ที่มีนโยบายสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40 ในปริมาณการผลิตไฟฟ้าของรัฐ

          นาย Josh Frydenberg รัฐมนตรีพลังงานของรัฐ ซึ่งมาจากพรรคลิเบอรัลเห็นว่า พลังงานดั้งเดิมมีความมั่นคงกว่า กล่าวว่า “สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งคำถามว่าระบบไฟฟ้ายังมีความมั่นคงอยู่หรือไม่ เพราะเมื่อไรก็ตามที่ลมไม่พัด และไม่มีแสงแดด ไฟฟ้าก็ผลิตไม่ได้ ซึ่งตรงข้ามกับโรงไฟฟ้าฐานอย่างถ่านหินและก๊าซ”

20161004-A02-04

จราจรติดขัด เนื่องจากไฟฟ้าดับ สัญญาณไฟจราจรไม่ทำงาน

          จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ มีฝั่งที่ตั้งความเห็นว่า จะไม่เกิดไฟฟ้าดับในวงกว้างในเวลานาน หากระบบไฟฟ้ามีเชื้อเพลิงฟอสซิลมากพอ เพราะระบบส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ถูกทำให้เสียหายโดยสภาพอากาศ จะยังคงทำงานได้ปกติ และไม่ต้องหยุดการทำงานของสายส่งที่เชื่อมกับรัฐวิคตอเรีย การมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากเกินไป ก่อให้เกิดความเสี่ยงในระบบไฟฟ้า เนื่องจากพลังงานลมไม่มีความแน่นอน เป็นแหล่งพลังงานที่จำต้องมีแหล่งพลังงานอื่นคอยสำรองไว้ เพื่อจะเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจ่ายไฟได้ทันท่วงที ในกรณีที่ลมไม่พัด และแดดไม่แรงพอจะผลิตไฟฟ้าได้ นอกจากนี้ กรณีที่มีลมแรงเกินกว่าที่ออกแบบไว้ กังหันจะหยุดทำงานทันที เพื่อป้องกันความเสียหายต่ออุปกรณ์

          รวมทั้ง มีการตั้งข้อสังเกตว่า รัฐพยายามแข่งขันเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียนโดยไม่คำนึงถึงเรื่องความมั่นคง และค่าไฟ ทั้งๆ ที่เดิมรัฐออสเตรเลียใต้เคยเป็นหนึ่งในรัฐที่มีค่าไฟถูกที่สุดในประเทศออสเตรเลีย

20161004-A02-05

เสาส่งที่ Melrose ทางเหนือของเมือง Adelaide หนึ่งในเสาส่งไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากพายุ ส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับตามมา
http://www.news.com.au/technology/environment/whats-going-on-with-south-australias-power/news-story/885602b3ff99c3500dbde27fbe54b5ab

          ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าไม่เกี่ยวว่าใช้พลังงานหมุนเวียนมากหรือน้อย อยู่ที่การจัดการระบบส่งที่ไม่ดีพอ เพราะแม้สายส่งที่เชื่อมมาจากวิคตอเรียไม่ทำงาน ระบบก็ควรจะสามารถทำงานต่อได้ตามปกติ ผู้ดูแลระบบควรสามารถจัดการให้ไฟฟ้าที่ผลิตมาจากแหล่งพลังงานที่หลากหลาย เข้าสู่ระบบส่งจ่ายไฟได้ตามปกติ แม้จะมีความขัดข้องกับสายส่งจากรัฐวิคตอเรียก็ตาม และมีส่วนที่มองว่า แม้ออสเตรเลียใต้จะมีแต่โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่มีพลังงานหมุนเวียนในระบบเลย ก็จะยังเกิดไฟดับเช่นนี้อยู่ดี เพราะเป็นเหตุการณ์สุดวิสัยที่เกิดจากสภาพอากาศ

          ทั้งนี้ ไฟฟ้าดับในวงกว้างที่เหตุเริ่มจากสภาพอากาศที่เลวร้ายนี้ ทางรัฐมนตรีพลังงานกล่าวว่าจะมีการสืบหาสาเหตุที่แน่ชัดกันต่อไป

แปลและเรียบเรียง : สุภร เหลืองกำจร
ที่มา  http://www.theatlantic.com/news/archive/2016/09/south-australia-power-outage/501992/
        http://www.theaustralian.com.au/opinion/letters/blackout-would-not-have-happened-with-fossil-fuel/news-story/cf986af8fffcf797d437a6742849ee28