036.jpg

ฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ เปิดเวทีตีแผ่การดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกของไทย และ กฟผ. พร้อมเปิดเผยความจริงใน “ความตกลงปารีส” ที่ถูกบิดเบือน

          ฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ กฟผ. โดยกองบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก จัดเสวนา “ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ก๊าซเรือนกระจกกับความจริงที่ถูกบิดเบือน” เสริมสร้างความเข้าใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. เกี่ยวกับการลดก๊าซเรือนกระจก และ ใจความสำคัญใน Paris Agreement เพื่อเป็นสื่อบุคคลในการสื่อสารเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกสู่สาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

20161020-M01-055

          เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2559 นายศุภชัย ปิตะสุวรรณ ผู้ช่วยผู้ว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดการเสวนาในหัวข้อ “ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ก๊าซเรือนกระจกกับความจริงที่ถูกบิดเบือน” จัดโดยกองบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและสื่อสารให้ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. เห็นความสำคัญของการลดก๊าซเรือนกระจก การมีส่วนร่วมของ กฟผ. ในการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยมี นางวราภรณ์ คุณาวนากิจ วิศวกรระดับ 11 สังกัดผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ นายเชริด กัลยาณมิตร หัวหน้ากองบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก นางกานต์ชนิต พงษ์เพชร นักวิทยาศาสตร์ระดับ 9 และ นายภัควี ศิลปานนท์ หัวหน้าแผนกวางแผนและประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจก ฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ เป็นวิทยากรบรรยาย จัดขึ้น ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช 1 ชั้น 9 อาคาร ต.040 สำนักงานใหญ่ กฟผ.

20161020-M01-011

          นายศุภชัย ปิตะสุวรรณ กล่าวว่า การดำเนินงานบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกที่ ฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ ได้ดำเนินกิจกรรมที่สำคัญคือการพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ทั้งตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานที่ถูกพัฒนาขึ้นภายในประเทศไทย ทั้งการพัฒนาโครงการคาร์บอนฟุตปริ้นท์ขององค์กร การรายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานตามภารกิจขององค์กร รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสผ่านรายงานเพื่อความยั่งยืน หรือ Global Report Initiatives (GRI) ซึ่งนำไปสู่การกำหนดแนวทางการบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิผลทั้งในระดับองค์การและระดับประเทศ และขณะนี้การดำเนินงานด้านก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศได้ผ่านเหตุการณ์ที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ ประเทศไทยได้ให้สัตยาบรรณต่อการประชุมรัฐภาคีว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP21 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา โดยในขณะนี้มีจำนวนประเทศที่แสดงสัตยาบรรณแล้วถึง 73 ประเทศ ครอบคลุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 56.7 ดังนั้น การดำเนินงานนับจากนี้ กฟผ. มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการพัฒนาและปฏิบัติการโครงการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อตอบสนองเป้าหมายของประเทศไทยให้เป็นผลสำเร็จ

20161020-M01-022

          นายเชริด กัลยาณมิตร หัวหน้ากองบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ กล่าวว่า การจัดพิธีเปิดเสวนา Paris Agreement ก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นการดำเนินงานที่ กฟผ. ให้ความสำคัญอย่างมากในฐานะรัฐวิสาหกิจแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อตอบสนองต่อการให้สัตยาบรรณโดย นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559 ที่มีต่อสหประชาชาติในการร่วมมือดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เรียกว่า Intended Nationally Determined Contributions ที่เรียกโดยย่อว่า INDCs จากทุกภาคส่วนของประเทศไทยลงร้อยละ 20-25 ในปี ค.ศ. 2030

20161020-M01-033

          นางกานต์ชนิต พงษ์เพชร นักวิทยาศาสตร์ระดับ 9 และ นายภัควี ศิลปานนท์ หัวหน้าแผนกวางแผนและประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจก ฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ บรรยายเรื่อง การดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจก กฟผ. กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีเนื้อหาโดยสรุปว่า ก๊าซเรือนกระจก คือ ก๊าซที่มีคุณสมบัติในการดูดซับคลื่นรังสีความร้อน หรือรังสีอินฟาเรดสามารถดูดกลืนและคายพลังงานความร้อนได้ดี ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศมีความสามารถในการกักเก็บรังสีความร้อนได้มากขึ้น ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น และมีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของโลกและสิ่งมีชีวิตบนพื้นผิวโลก โดยประเทศไทยได้ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมีเป้าหมายต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) อย่างเป็นทางการ จำนวน 2 ฉบับ โดยแบ่งเป็น 1) เป้าหมายการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกก่อนปี ค.ศ. 2020 (NAMAs) ลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 7 ถึง 20 ในภาคพลังงานและภาคขนส่ง หรือคิดเป็น 24 ล้านตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2020 และ 2) เป้าหมายการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกหลังปี ค.ศ. 2020 (INDCs) ลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20 ถึง 25 ในทุกภาคส่วน (Economy-Wide) หรือคิดเป็น 110 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2030

20161020-M01-044

          นางวราภรณ์ คุณาวนากิจ วิศวกรระดับ 11 สังกัดผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ บรรยายถึงความตกลงปารีส หรือ Paris Agreement มีเนื้อหาโดยสรุปว่า ที่ประชุม COP 21 ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ได้รับรองความตกลงปารีส (Paris Agreement) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2558 โดยเป็นตราสารกฎหมายที่รับรองภายใต้กรอบอนุสัญญา UNFCCC ฉบับล่าสุด เพื่อกำหนดกฎกติการะหว่างประเทศที่มีความมุ่งมั่นมากยิ่งขึ้นสำหรับการมีส่วนร่วมของภาคีในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเสริมสร้างการตอบสนองต่อภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก ควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และมุ่งพยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม โดยคำนึงว่าการดำเนินการตามนี้ จะลดความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีนัยสำคัญเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการส่งเสริมการสร้างภูมิต้านทานและความสามารถในการฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ รวมถึงทำให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนที่มีความสอดคล้องกับแนวทางที่นำไปสู่การพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำและการพัฒนาให้มีภูมิต้านทานและความสามารถในการฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

20161020-M01-066

          ทั้งนี้ นางวราภรณ์ คุณาวนากิจ ยังได้เปิดเผยถึงข้อมูลเกี่ยวกับความตกลงปารีส ที่มักถูกบิดเบือนโดยผู้ต่อต้านการดำเนินงานของ กฟผ. อาทิ ในความตกลงปารีสนั้นมีการกล่าวถึงการสนับสนุนให้ยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ให้ใช้พลังงานหมุนเวียน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่จริงๆแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการถกเถียง และได้ตัดทิ้งไป ไม่มีปรากฏในข้อสรุป COP 21 เพราะเป็นไปไม่ได้ และได้กำหนดเวลาที่ชัดเจนในการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งวางไว้ในช่วง ค.ศ. 2050 – 2100 จึงจะนำมาพิจารณาใหม่ รวมถึงคำกล่าวที่ว่า ทั้งโลกไม่มีใครสนับสนุนเชื้อเพลิงถ่านหิน ยกเว้นประเทศไทย นั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากปัจจุบันและอนาคตอย่างน้อยจนถึง ค.ศ. 2040 เชื้อเพลิงถ่านหินยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ประเทศในอาเซียนเลือกมาใช้ผลิตไฟฟ้า แต่ก็มิได้ละเลยเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ โดยมีความพยายามเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนและพลังงานนิวเคลียร์ด้วย เป็นต้น