015.jpg

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตรวจเยี่ยม กฟผ. ติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการพัฒนาพลังงานไฟฟ้า

          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของ กฟผ. เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานพัฒนาพลังงานไฟฟ้าทั้งด้านการจัดหาเชื้อเพลิง การพัฒนาด้านระบบผลิตและระบบส่ง รวมถึงแนวทางการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

20161021 P01 01

          พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมการดำเนินงานด้านการพัฒนาไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมเยี่ยมชมศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติ โดยมี นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. พร้อมด้วยผู้บริหาร กฟผ. ให้การต้อนรับ พร้อมสรุปรายงานความคืบหน้าการดำเนินงาน ของ กฟผ. ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน รวมถึงแนวทางการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และสถานการณ์น้ำในเขื่อนของ กฟผ. ในปัจจุบัน ณ สำนักงานกลาง กฟผ. อ.บางกรวย จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2559

20161021 P01 02

          สำหรับการตรวจเยี่ยมการดำเนินงานในครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการสถานีกักเก็บและแปลงสภาพก๊าซธรรมชาติเหลวแบบลอยน้ำ (FSRU) ซึ่งเดิม กฟผ. ศึกษาความเหมาะสมโครงการ FSRU ขนาด 3 ล้านตันต่อปี เพื่อจัดส่งก๊าซธรรมชาติที่โรงไฟฟ้าพระนครใต้ (ทดแทน) ชุดที่ 1 และ 2 กำลังผลิตชุดละ 1,300 เมกะวัตต์ และได้นำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยที่ประชุม กพช. ครั้งที่ 2/2559 (ครั้งที่7) เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 มอบหมายให้ กฟผ. ศึกษาความเหมาะสมด้านเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ของโครงการก่อสร้าง FSRU พื้นที่อ่าวไทยตอนบนสำหรับรองรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในปริมาณ 5 ล้านตันต่อปี เพื่อจัดส่งก๊าซธรรมชาติให้แก่โรงไฟฟ้าพระนครใต้และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ รวมทั้งจัดส่งก๊าซธรรมชาติเข้าสู่โครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรวบรวมและศึกษาข้อมูลในภาพรวมจากคณะทำงานซึ่งประกอบด้วยหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กฟผ. และ ปตท. ก่อนนำเสนอเข้า กบง. และ กพช. ภายในเดือนธันวาคม 2559 พร้อมกับต้องทำ EIA ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2561

20161021 P01 03

          ในโอกาสเดียวกันนี้ กฟผ.ได้ให้ข้อมูลปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า และการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่–เทพา ซึ่งเลื่อนไปจากแผนเดิมออกไปอีก 2 ปี พร้อมทั้งหารือถึงแนวทางการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของ กฟผ. ที่ขอเพิ่มสัดส่วนในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ให้สูงขึ้นอีกประมาณ 1,500 – 2,000 เมกะวัตต์ (ในสัดส่วนที่เหลืออยู่ 7,000 เมกะวัตต์) สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกให้มากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน

          ส่วนด้านสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ กฟผ. ในภาพรวม มีปริมาณน้ำทั้งหมด ร้อยละ 67 ของความจุเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ ร้อยละ 48 ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ยกเว้น ภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีปริมาณเพิ่มขึ้นจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “ราอี” และร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทยตลอดช่วง ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนต่างๆ ของ กฟผ.เพิ่มขึ้น ที่เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนสิรินธร และเขื่อนจุฬาภรณ์ ทำให้มีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับการปลูกข้าวนาปรังในฤดูแล้งปี 2559/2560 ขณะที่เขื่อนที่มีปริมาณน้ำมากและต้องเฝ้าระวังคือ เขื่อนอุบลรัตน์ ซึ่งมีปริมาณน้ำถึงร้อยละ 85 เหลือที่ว่างรองรับน้ำได้อีกเพียง 360 ล้านลูกบาศก์เมตร และตามสถิติยังมีโอกาสที่จะมีน้ำไหลเข้าเขื่อนได้อีกจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม และยังมีโอกาสที่ฝนจะตกในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากอิทธิพลของร่องมรสุม หรือในช่วงบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมา นอกจากนี้ กฟผ. ได้นำเสนอข้อมูลน้ำสำหรับใช้ในระบบการผลิตของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ซึ่งปัจจุบันน้ำในอ่างเก็บน้ำแม่จางมีปริมาณค่อนข้างน้อย โดยสามารถใช้การได้ถึงเดือนสิงหาคม ปี 2561 ซึ่งระหว่างนี้หากไม่มีฝนตกมาเพิ่ม อาจส่งผลกระทบต่อการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าได้

          ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะ ได้เข้าเยี่ยมชมการทำงานของศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า เพื่อตรวจสอบความพร้อมของระบบทั้งกรณีระบบไฟฟ้าปกติ และกรณีฉุกเฉิน อีกด้วย  

20161021 P01 04