019.jpg

กฟผ. ยืนยัน เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินก้าวไกล ควบคุมฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ได้ปลอดภัยแน่นอน

          กฟผ. ให้ความมั่นใจ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน กฟผ. ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ใช้เทคโนโลยีทันสมัยที่สุดในระดับสากล มีศักยภาพควบคุมฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ได้ตามเกณฑ์ของ World Health Organization (WHO) ปี 2005 และดีกว่าค่ามาตรฐานประเทศไทยกำหนด

          นายกรศิษฎ์ ภัคโตชานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันหลายประเทศ ยังให้บทบาทสำคัญต่อการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างมาก อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม ญี่ปุ่น กัมพูชา ฯ เนื่องจากถ่านหินมีปริมาณสำรองในโลกเพียงพอกับความต้องการใช้ในระยะยาว ทำให้ค่าไฟมีราคาที่เสถียร เป็นธรรมทั้งต่อผู้ผลิตไฟฟ้า และผู้บริโภค ที่สำคัญเทคโนโลยีที่ใช้กับโรงไฟฟ้าถ่านหินปัจจุบันมีวิวัฒนาการก้าวไกล ทันสมัย สามารถควบคุมมลภาวะให้อยู่ในระดับที่มีปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

          สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะสร้างขึ้นใหม่ ในความรับผิดชอบของ กฟผ. ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย PDP 2015 ได้แก่ โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย แบบ Ultra Supercritical ที่มีประสิทธิภาพสูง ลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยมลสาร มีการกำหนดมาตรการควบคุมมลภาวะที่ดีกว่ามาตรฐานของประเทศ ตามเกณฑ์แนะนำของ World Health Organization (WHO) ปี 2005 ตลอดจนควบคุมฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตรหรือไมครอน (µm) หรือ PM 2.5 รวมถึง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน และโลหะหนักต่าง ๆ โดย กฟผ. ได้กำหนดไว้ในรายงาน EHIA ซึ่งโรงไฟฟ้าจะต้องถือปฏิบัติตาม และตรวจวัดทั้งภายในบริเวณพื้นที่โดยรอบ ตลอดอายุโรงไฟฟ้า 25-30 ปี จึงมั่นใจได้ว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้ง 2 โครงการ ของ กฟผ. จะไม่สร้างผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งไม่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร

          ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวต่อไปว่า โรงไฟฟ้าถ่านหิน ถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีในการกำจัดฝุ่นที่ทันสมัยที่สุด โดยโรงไฟฟ้าทุกโรงจะติดตั้งเครื่องดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator – ESP) ซึ่งมีประสิทธิภาพการดักจับฝุ่นก่อนปล่อยออกจากปล่องโรงไฟฟ้าสู่บรรยากาศได้ถึงร้อยละ 99 – 99.8 ดังเช่น โรงไฟฟ้าแม่เมาะ มีการติดตั้งเครื่อง ESP จากการตรวจวัดคุณภาพอากาศ หรือปริมาณฝุ่นในบรรยากาศรอบบริเวณโรงไฟฟ้า จำนวน 11 สถานี จากการตรวจวัดคุณภาพอากาศเมื่อเดือนกันยายน 2558 พบว่า มีค่า PM10 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ระหว่าง 7-41 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่า PM2.5 เฉลี่ย 3-18 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ดีกว่ามาตรฐานของประเทศ PM10 ในบรรยากาศไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ PM2.5 ไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และดีกว่าค่าแนะนำขององค์การอนามัยโลกกำหนด PM10 ไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ PM2.5 ไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยันว่า คุณภาพอากาศจากการดำเนินงานโรงไฟฟ้าแม่เมาะ อยู่ในเกณฑ์ดีตามมาตรฐานของประเทศไทย และองค์การอนามัยโลก จึงไม่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอย่างแน่นอน

          ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวต่อไปอีกว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ซึ่งผลการศึกษาแหล่งที่มาของฝุ่นละอองในพื้นที่แม่เมาะพบว่า ร้อยละ 50 มาจากควันที่เกิดจากการเผาวัสดุ เศษวัชพืช และไฟป่า และสอดคล้องกับช่วงเวลาการเกิดไฟป่าในราวเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2558 หากผ่านพ้นช่วงดังกล่าวค่าฝุ่นละอองจะกลับมาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน อีกทั้งยังมีคุณภาพอากาศดีกว่าในเขตเมืองของกรุงเทพ (ริมถนนดินแดง) อีกด้วย

          ด้านรายงานผลวิจัยของมหาวิทยาลัย Stuttgart ประเทศเยอรมนี ได้ศึกษาผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถานหินในทวีปยุโรป ซึ่งมีโรงไฟฟ้าถ่านหินถึง 300 โรง กำลังผลิตรวม 190,000 เมกะวัตต์ ทำให้มีค่า PM2.5 สูงกว่าค่ามาตรฐาน จึงเป็นสาเหตุของการห้ามยุโรปพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่ม แต่หากดูบริบทของประเทศไทยแล้ว ยังมีการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ถึง 5,000 เมกะวัตต์ และผลการตรวจวัดค่าฝุ่นละออง PM2.5 ดีกว่าค่ามาตรฐาน การพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นในประเทศไทย จึงเป็นทางออกที่เหมาะสมกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยในปัจจุบัน