บทบาทของประเทศไทยกับการลดก๊าซเรือนกระจก

          สืบเนื่องจากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกที่ทวีความรุนแรง อันมีสาเหตุมาจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น นานาชาติตะหนักถึงความสำคัญ โดยได้จัดตั้งรัฐภาคีว่าด้วยอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change - UNFCCC) ในปี พ.ศ. 2535 ซึ่งแม้ว่าประเทศไทยจะมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมหรือราวร้อยละ 1 ของโลก กระนั้นก็ตาม ประเทศไทยในฐานะสมาชิกรัฐภาคี ได้แสดงเจตจำนงการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ โดย กฟผ. เป็นส่วนหนึ่งของภาคพลังงาน ถือเป็นความรับผิดชอบ และพร้อมดำเนินตามเป้าหมายของประเทศ ในการร่วมมือกับประชาคมโลกต่อสู้กับปัญหาโลกร้อน

สถานการณ์ก๊าซเรือนกระจกของโลก

          ปัจจุบันอุณภูมิของโลกได้เพิ่มสูงขึ้น จากปี คศ. 1880 ประมาณ 0.85 องศาเซลเซียส และมีปริมาณความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศโลกประมาณอยู่ที่ประมาณ 401 PPM (อ้างอิงจากรายงาน AR 5 ของ IPCC 2014) ซึ่งจากการศึกษาพบว่าหากสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อุณหภูมิของโลกจะเพิ่งสูงขึ้นจนไม่สามารถหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงได้ และจะเกิดผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ (ประมาณการณ์ว่าความเข้มข้นของประมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ จะมีความเข้มข้นประมาณ 478 ppm) ทำให้ทุกประเทศต้องร่วมกันในการควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศตัวเอง โดยในปัจจุบัน ประเทศที่มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในโลกสามารถแสดงได้ตาม กราฟด้านล่าง

20161114 A01 01

กราฟ ที่ 1 อันดับประเทศที่มีการปล่อย ก๊าซ CO2 สูงสุด 40 อันดับ แรกของโลก ในปี 2013

20161114 A01 02

ภาพที่ 1 อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศ ในปี 2009
ที่มา : https://www.theguardian.com/news/datablog/2011/jan/31/world-carbon-dioxide-emissions-country-data-co2

          ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากข้อมูล ในปี 2013 และ2009 จะพบว่าประเทศไทย ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 20 และ 23 ของโลกโดยมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประมาณ 0.9% – 1 % จากปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกในปี 2013 เท่านั้น

ก๊าซเรือนกระจกกับประเทศไทย

          สำหรับข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย อ้างอิงจากรายงานความก้าวหน้าราย 2 ปี ฉบับที่1 ของประเทศไทย (Thailand Biennial Update Repot 2011) ที่รายงานต่อ UNFCCC ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2558 พบว่า ประเทศไทยมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประมาณ 305.52 MtCO2e (ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) โดยมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมในภาคการผลิตไฟฟ้าประมาณ 86.87 MtCO2e หรือประมาณ 39% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย สำหรับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน 2011 ประมาณ 48 ล้านตันหรือคิดเป็น 15.6% (แสดงในกราฟ ที่ 2 และ 3)

20161114 A01 03

กราฟที่ 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ปี 2011

20161114 A01 04

กราฟที่ 3 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของในภาคพลังงานของประทศไทย ปี 2011

          ในปีคศ. 2014 ประเทศไทยโดยรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในขณะนั้น พล.อดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ได้เป็นผู้แทนประเทศแสดงเจตจำนงการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของของประเทศไทย (Thailand Nationally Appropriate mitigation Action: Thailand NAMA) โดยแถลงว่าประเทศไทยจะดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน (Energy Sector) ลงให้ได้ 7-20% เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานตามปกติ หรือ BAU (Business as Usual) ในปี ค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2563) หรือประมาณ 24-73 MtCO2e (แนบ NAMA) ซึ่ง กฟผ. เองเป็นหน่วยงานที่อยู่ในภาคพลังงานดังกล่าว

20161114 A01 05

ภาพที่ 2 ถ้อยแถลง NAMA ของประเทศไทยในการประชุม COP 20

          ต่อมาในปี 2015 พณฯท่าน พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ถ้อยแถลงเจตจำนงการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยภายหลังปี 2020 หรือ การลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมุ่งมั่นของประเทศ (Intended Nationally Determined Contributions: INDCs) โดยประเทศไทยจะดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคส่วน (Economy Wide) ร้อยละ 20-25 ประมาณ 110-140 tCO2e ในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573)

20161114 A01 06

ภาพที่ 3 ถ้อยแถลง INDC ของประเทศไทยในการประชุม COP 21

20161114 A01 07

          โดยในการแสดงเจตจำนงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ ประเทศไทย ทั้งในช่วง NAMA และ INDC นั้น สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้ประเมินศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ โดยอาศัยทั้ง การประมาณการเจริญเติบโตของ GDP ของประเทศ แผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2010 และ PDP2015) เข้าผนวกรวมอยู่ในการคิดคำนวนแล้วทั้งสิ้น ดังจะเห็นได้จากหนังสือนำส่ง INDC ของประเทศไทยที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมส่งถึง เลขาธิการ อนุสัญญาสหประชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nation Framework Convention on Climate Change: UNFCC)

20161114 A01 08

ภาพที่ 4 หนังสือ แสดงเจตจำนง INDC ของประเทศไทย

กฟผ.กับการรับมือ

          สืบเนื่องจาก NAMA และ INDC ของประเทศ ได้นำเอาแผน PDP ของ กฟผ. ผนวกรวมไว้เป็นหนึ่งในแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศอยู่แล้ว ดังนั้นหาก กฟผ. สามารถดำเนินการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าได้ตามแผน PDP ดังกล่าว ก็ถือเป็นการช่วยให้ประเทศสามารถบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกได้เช่นกัน สำหรับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ. นั้น ได้กำหนดไว้ในแผนวิสาหกิจ โดยกำหนดเป้าหมายหลัก ในปี 2563 ที่จะต้องดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 4 ล้าน tCO2e

ตารางแสดง ค่าคาดการณ์ปริมาณ CO2 ที่ลดได้จากการดำเนินงานของ กฟผ. ปี 2559-2569

20161114 A01 09

          นอกจากนั้นแล้ว กฟผ. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีความมุ่งมั่นและห่วงใย ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม จึงได้กำหนดเป็นนโยบายในการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ของ กฟผ. ให้นำโรงไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยีประสิทธิภาพสูง (Best Available Technology) มาใช้เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น โดยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับก๊าซเรือนกระจกนั้น จะใช้การเปรียบเทียบโดยใช้ค่า ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยการผลิตไฟฟ้า หรือเรียกกันว่า Carbon Intensity ( gCO2/kWh หรือ tCO2/mWh)

         ในปัจจุบัน พบว่าค่าเฉลี่ย Carbon intensity จากการผลิตไฟฟ้าโดยใช้เชื้อเพลิงชนิดต่างๆ จากของโรงไฟฟ้าทั่วโลกมีค่าสูงกว่าค่า Carbon intensity จากการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าใหม่ของ กฟผ.ทั้งสิ้น

ตารางแสดง ค่า Carbon Intensity ในการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชนิดต่างๆ

20161114 A01 10

20161114 A01 11

          ที่มา : http://www.world-nuclear.org/nuclear-basics/greenhouse-gas-emissions-avoided.aspx

          ทั้งนี้ หากอ้างอิ้งจากรายงาน Energy, Climate Change and Environment: 2016 Insights ที่แสดงค่า Carbon Intensity จากการผลิตไฟฟ้าแยกตามเทคโนโลยีจะพบว่า

20161114 A01 12

          นอกจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงแล้ว ในการเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตาม NAMA และ INDC กฟผ. ยังได้ดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านทางมาตรการต่างๆ

20161114 A01 13

          อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน กฟผ. ได้รับการรับรองปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกในปี 2556 และปี 2557 จาก สผ. และกระทรวงพลังงานแล้ว

20161114 A01 14

          จากผลการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกดังกล่าวของ กฟผ. ทั้งมาตรการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า ได้มีส่วนช่วยให้ประเทศไทยในปี 2557 สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้เกินกว่าที่ประเทศได้แถลงไว้ใน NAMA ถึงประมาณ 13 ล้าน tCO2e

20161114 A01 15

          ที่มา : องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

          นอกจากการดำเนินการมาตรการต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับ แผน NAMA และ INDC ของประเทศไทยแล้ว กฟผ. ยังคงดำเนินการในรูปแบบ Project Base อาทิเช่น โครงการ CDM, โครงการลดก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานไทย (T-VER) โครงการ Carbon Footprint และโครงการปลูกป่า เป็นต้น

          ทั้งนี้ การพัฒนาและติดตามโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) ซึ่งเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าของ กฟผ.นั้นคิดเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการดำเนินโครงการประมาณ 500,000 tCO2e และ กฟผ. สามารถขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าแม่เมาะหน่วยที่ 10-11 ให้กับผู้ซื้อต่างประเทศ สามารถนำรายได้เข้าสู่ กฟผ. ได้ถึงปีละประมาณ 5,000,000 บาท

          ตารางแสดง รายชื่อโครงการ CDM ของ กฟผ. ในปัจจุบัน

20161114 A01 16

          สำหรับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ซึ่งเป็นโครงการการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยปัจจุบันมีโครงการที่ขึ้นทะเบียนแล้วรวมทั้งสิ้น 3 และอยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนอีก 3 โครงการเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการดำเนินโครงการประมาณ 25,000 tCO2e และขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าแสงสว่างภายในสถานีไฟฟ้าแรงสูง กฟผ. เข้าเป็นโครงการ T-VERs อีกโครงการหนึ่ง

          ตารางแสดง รายชื่อโครงการ T-VER ของ กฟผ. ในปัจจุบัน

20161114 A01 17

          นอกจากนั้นแล้ว ในปี 2559 กฟผ. ได้ดำเนินการการรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คำนวณจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแนวทางการประเมินของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) เป็นรายปี และดำเนินการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) และ ISO 14064-1 ของสำนักงานใหญ่ กฟผ. เหมืองแม่เมาะ ศูนย์ซ่อมและผลิตอะไหล่โรงไฟฟ้า (สำนักงานหนองจอก) และโรงไฟฟ้า 8 แห่ง ได้แก่ โรงไฟฟ้าจะนะ โรงไฟฟ้ากระบี่ โรงไฟฟ้าวังน้อย โรงไฟฟ้าน้ำพอง โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าแม่เมาะ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ และโรงไฟฟ้าพระนครใต้ เพื่อขอรับการทวนสอบตามมาตรฐาน เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสขององค์การและใช้สำหรับเป็นฐานในการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรสังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ทั้งนี้เพื่อให้ครอบคลุมทุกหน่วยการดำเนินงานของ กฟผ. และเป็นฐานข้อมูล รองรับการทวนสอบจากหน่วยงานภายนอกได้เป็นอย่างดี

          ไม่เพียงแต่การดำเนินงานตามแผน NAMA INDC การดำเนินงานตาม Project Base แล้ว กฟผ. ยังได้เตรียมความพร้อมขององค์การเพื่อเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ดังต่อไปนี้

          1. จัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ. เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกขององค์การ ตอบสนองนโยบายประเทศและการพัฒนาเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ รวมทั้งเตรียมความพร้อมสู่การดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

          2. ลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOC) กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ในการพัฒนาแนวทางการคำนวณและประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกตามศักยภาพขององค์การโดยใช้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2558 – 2579 (PDP 2015) เป็นหลักและโครงการลดก๊าซเรือนกระจกตามมาตรการต่างๆ ที่สอดคล้องกับแผน NAMAs และ INDCs รวมทั้งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากร ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานและมีนัยสำคัญในระดับประเทศ

          3. จัดทำบัญชีและฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ. เพื่อแสดงข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ. รายปี สามารถเรียกดูข้อมูลได้จาก http://10.20.8.84/inventory/

          4. กฟผ. ให้การสนับสนุนและร่วมมือกับโรงเรียนเครือข่ายทั่วประเทศในการดำเนินโครงการโรงเรียนคาร์บอนต่ำและโครงการรณรงค์เปลี่ยนหลอดประหยัดไฟเบอร์ 5 จนได้รับการรับรองในโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Supporting Scheme: LESS)

          การจากดำเนินการที่เป็นรูปธรรมและเข้มแข็งของ กฟผ. ทำให้ในวันนี้ กฟผ. สามารถเป็นผู้แทนของภาคผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยเข้าร่วมการประชุม COP22 ณ เมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ กฟผ. ได้นำเอาความสำเร็จของการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการต่างๆ (Mitigation) รวมถึงการดำเนินการเพื่อเตรียมองค์การเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำไปนำเสนอในเวทีโลก เพื่อเป็นเครื่องยืนยันอย่างหนักแน่นว่า กฟผ. เป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกที่ผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบให้คนไทยได้อย่างมั่นคง ควบคู่กับการให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความสุขของคนไทยทุกคน