Thump Up เมื่อสมดุลกลับคืน อเมริกาจะกลับมา

          ผลการเลือกตั้งอเมริกา ทำเอาวงการโลกร้อนสั่นสะเทือนกันเลยทีเดียว เพราะ Mr.Donald J. Trump คนนี้ ประกาศอย่างชัดเจนว่าตนเองไม่เชื่อเรื่องโลกร้อน และจะนำเอาการใช้เชื้อเพลิง Fossil Fuel กลับมาใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักของ สหรัฐอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง

20161118-A02-01

          ในฐานะคนที่ทำงานด้านก๊าซเรือนกระจก ได้ยินอย่างนี้แล้วก็รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที Mr.Trump คนนี้ ก่อนหน้านี้ถูกสื่อหลายสำนัก ล้อเลียน และต่อว่า อาจจะเป็นเพราะแนวคิดแบบนี้นี่แหละ แนวคิดที่ไม่เหมือนรัฐบาลชุดก่อนๆ ที่ผ่านมาของอเมริกา แนวคิดที่ ดู Real ขึ้น กว่าเดิม ไม่ได้วาดฝันอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ แต่เพียงอย่างเดียว วันนี้อเมริกาประสบปัญหาในด้านเศรษฐกิจอย่างหนัก ตั้งแต่วิกฤตแฮมเบอร์กอร์ ทำให้ประชาชนอเมริกาว่างงานจำนวนมาก ค่าครองชีพของประชากรเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่จำนวนเงินในกระเป๋าของประชาชนตาดำๆ ลดน้อยลง ด้วยแนวคิดเศรษฐกิจแบบสุดโต่งของอเมริกา แบบผู้นำที่ทำอะไรแล้วต้องเป็นตัวอย่างโดยไม่สนภาวะความเป็นจริงในประเทศ การผลิตพลังงานสะอาด หรือการออกกฎข้อบังคับทางด้านสิ่งแวดล้อมแบบเข้มงวดจนทำให้เกิดเป็นภาระต้นทุนกับภาค ธรุกิจและอุตสาหกรรมต่างๆในประเทศ ส่งผลกระทบไปจนถึงศักยภาพในการแข่งขันของสินค้า Made in USA. ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเป็นเหตุผลที่คนอเมริกาต้องกลับมาทบทวน และน่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ วันนี้เกิด ปรากฎการณ์ Thump Up

          เรื่องก๊าซเรือนกระจกมีความจริงหลายเรื่องที่คนทั่วไปไม่ได้รับรู้ อย่างเช่นว่า ก๊าซเรือนกระจกก็เป็นกลุ่มก๊าซชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อโลกและมนุษย์ชาติหากโลกเราไม่มีก๊าซเรือนกระจกห่อหุ้มไว้ อุณหภูมิพื้นผิวโลกเฉลี่ย จะลดลงจนถึงประมาณ –15๐C บางพื้นที่มนุษย์คงจะอยู่ไม่ได้ ดังนั้นไม่ใช่ว่าก๊าซเรือนกระจกจะเป็นผู้ร้ายไปซะหมด ทุกวันนี้เราอยู่กันได้ส่วนหนึ่ง ก็เพราะมีก๊าซเรือนกระจกอยู่ในชั้นบรรยากาศคอยควบคุมอุณหภูมิของพื้นผิวโลกเราอยู่นั่นเอง

          แล้วการที่ Mr.Donal Trump คนนี้ ออกมาประกาศว่าจะนำเอาเชื้อเพลิง Fossil Fuel กลับมาใช้ จริงๆก็น่าเป็นเพียงแค่การคืนสมดุลในกับภาคพลังงานของสหรัฐอเมริกา (Balance Energy) เพราะการพึ่งพาพลังงานทดแทนมากเกินไป จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อราคาพลังงานในประเทศมหาศาล

20161118-A02-02

20161118-A02-03

          จากรายงานของ U.S. Energy Information Administration จะพบว่าแน้วโน้วการเปลี่ยนแปลงของราคาค่าไฟในภาคครัวเรือนของสหรัฐอเมริกา เพิ่มสูงขึ้นมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2006 เพิ่มขึ้นมาแล้วกว่า 15% แต่หากไปดูราคาค่าไฟของประเทศในสหภาพยุโรปยิ่งแล้วใหญ่ ราคาค่าไฟเพิ่มขึ้นไปกว่า 40% เลยทีเดียว แต่วันนี้ขอไม่พูดถึงสหภาพยุโรป เราจะโฟกัสกันที่อเมริกา ในภาพข้างๆ จะเป็นราคาค่าไฟ ของแต่ละพื้นที่ เรียงตามลำดับ 10 พื้นที่ที่มีค่าไฟสูงที่สุดในอเมริกา จะเห็นว่า Hawaii มาเป็นอันดับ 1 เนื่องจากเป็นหมู่เกาะทำให้ต้องพึ่งพิงพลังงานทดแทนเป็นหลัก มีผลให้ค่าไฟของ ฮาวายสูงเกินหน้าเกินตาเพื่อนจากรัฐอื่นๆมากมาย

          ที่นี้เรามาดูข้อมูลต้นทุนของราคาค่าไฟในอเมริกากัน จากรายงานของ US. Department of Energy ในปี2009 เราจะพบว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของอเมริกาถ้าใช้ แก๊สธรรมชาติ จะมีต้นทุนต่ำสุด ประมาณ 8-9 cent /kWh หรือประมาณ 2.5-3.0 บาทต่อหน่วยไฟ เท่านั้น ถ่านหินก็ขยับมาหน่อย เป็นประมาณ 3 บาทนิดๆ ในขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Cell ปาเข้าไป เกือบๆ 15 บาท

20161118-A02-04

          นี้แหละคือเหตุผลหลักๆที่ว่าทำไม Trump ถึงประกาศว่าจะส่งเสริมการใช้ Fossil Fuel อีกครั้ง ในสภาวะการณ์ที่อเมริกาจำเป็นกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจของตัวเอง และต้องกลับมาทวงคืนความยิ่งใหญ่ให้ได้อีกครั้ง

          ในฐานะคนที่ทำงานด้านก๊าซเรือนกระจกแม้จะดูไม่สอดคล้องกับแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมเท่าไหร่นัก แต่ก็ต้องยอมรับว่าสอดคล้องกับสถานะการณ์เศรษฐกิจในประเทศอเมริกาในขณะนี้อยู่เช่นกัน ถ้าจะนำพาเศรษฐกิจให้เดินหน้าสิ่งแรกที่ต้องทำคือการลดต้นทุน และต้นทุนทางพลังงานก็ถือเป็นปัจจัยหลักที่ต้องถูกเลือกเป็นอันดับแรกเลยที่เดียว แนวความคิดที่ว่า การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม กับการพัฒนาของชาติต้องเดินควบคู่กันไป การจะหลับตาเลือกใช้พลังงานทดแทนอย่างเดียว โดยไม่สนใจคนอื่นๆที่อยู่ร่วมในประเทศ คงไม่ใช่แนวคิดที่ถูกต้องนัก หรือการจะเดินหน้าผลิตแต่พลังงานราคาถูกเอามาใช้โดยไม่สนผลกระทบสิ่งแวดล้อม ยิ่งไม่ควรทำเข้าไปใหญ่ ผมเชื่อว่าอเมริกายังคงยึดที่จะหันกลับไปใช้แหล่งพลังงานเพื่อสร้างสมดุลทางพลังงานให้กับตัวเอง ในไม่ช้าอเมริกาจะกลับมาผงาดในเวทีเศรษฐกิจโลกอีกครั้งหนึ่ง

          ประเทศไทยเราเองก็เช่นกัน การรักษาสมดุลทางพลังงาน และการกระจายแหล่งเชื้อเพลิง ถือเป็นหัวใจหลักของเรื่องนี้ ถ้าดูตามแผน PDP 2015 ของประเทศเรา ซึ่งก็ทำได้สอดคล้องกับแผน AEDP และ EEDP จากกระทรวงพลังงาน ก็จะเห็นว่ามีการกระจายแหล่งเชื้อเพลิง ส่งเสริมให้เกิดการสร้างสมดุลทางพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม ตามแผนเราจะมีทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 19,000 กว่าเมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าถ่านหิน แล้วปลายแผนเรายังจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยคาดการณ์ราคาค่าไฟที่ประมาณ 5 บาทกว่าๆ ซึ่งเป็นราคาที่พวกเราชาวบ้านตาดำๆ ยังพออยู่ พออาศัยกันได้ ภาคเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวยังขยายตัวต่อเนื่องไม่ติดขัด แล้วก็ไม่ได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกมากมายจนน่าเป็นห่วงเพราะเราใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่สุดที่มีอยู่ในปัจจุบัน (Best Available Technology) สอดคล้องกับแผนการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศไทย (NAMA) และแผนการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมุ่งมั่น ภายหลังปี 2030 (INDC) ตามที่ลุงตู่ของเราได้ประกาศเอาไว้อย่างชัดเจนที่ปารีส เมื่อปี 2015 นี่สิถึงจะเรียกว่าเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในยามที่ประเทศไทยเราต้องก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างที่สุด