โรงไฟฟ้านิวเคลียร์สหรัฐทยอยปิดตัว ต้นทุนสู้ถ่านหินและก๊าซไม่ได้

          โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แหล่งพลังงานปราศจากคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันใช้ผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนร้อยละ 20 กำลังเผชิญวิกฤติขาดทุนจนต้องปิดก่อนกำหนด เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับถ่านหินและก๊าซธรรมชาติที่ราคาต่ำเป็นประวัติการณ์ได้ พลังงานไฟฟ้าที่หายไปจะถูกแทนที่ด้วยก๊าซธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ทำให้สหรัฐอเมริกามีแนวโน้มปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น

          นับตั้งแต่ปี 2556 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวน 5 แห่งในสหรัฐอเมริกาทยอยปิดลงก่อนหมดอายุการใช้งานด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจ คือ โรงไฟฟ้า Crystal River ในรัฐฟลอริดา Kewaunee ในรัฐวิสคอนซิน San Onofre ในรัฐแคลิฟอร์เนีย Vermont Yankee ในรัฐเวอร์มอนต์ และล่าสุดเมื่อปลายตุลาคม 2559 ที่ผ่านมาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Fort Calhoun ในรัฐเนบราสก้าเพิ่งปิดลง

20161123-A01-01

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ San Onofre โรงที่ 2 และ 3 ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ถูกปิดในปี 2556

          โรงไฟฟ้าทั้ง 5 แห่งที่ปิดไปสามารถผลิตไฟฟ้าได้เกือบเท่ากับที่แผงโซลาร์เซลล์ทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาผลิตได้ในปี 2558 และจากการวิเคราะห์ของสำนักบริหารสารสนเทศพลังงานของสหรัฐอเมริกา หรือ Energy Information Administration (EIA) พบว่า บริษัทไฟฟ้าเลือกจะแทนที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ปิดไปด้วยการใช้ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้ามากขึ้น

          เดิมทีโรงไฟฟ้า Crystal River เพียงแค่ปิดเพื่อซ่อมบำรุงและเติมเชื้อเพลิงตามแผนเท่านั้น แต่หลังพบการชำรุดบน containment wall หรือกำแพงของอาคารคลุมเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เพื่อไม่ให้สารกัมมันตรังสีแพร่กระจายออกสู่สิ่งแวดล้อมกรณีเกิดอุบัติเหตุภายในอาคาร จึงต้องปิดโรงไฟฟ้าอย่างถาวรเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2556 เหตุผลเพราะต้องใช้งบเป็นพันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อซ่อมแซม ซึ่งไม่คุ้มค่าในเชิงธุรกิจสำหรับเจ้าของโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะเมื่อราคาก๊าซธรรมชาติที่ถูกเอื้อต่อโรงไฟฟ้าก๊าซมากกว่า ส่วนโรงไฟฟ้า San Onofre โรงที่ 2 และ 3 ที่พบการรั่วไหลของเครื่องกำเนิดไอน้ำที่เพิ่งเปลี่ยนของทั้งสองโรง หลังจากการประเมินว่าต้องใช้เงินในการซ่อมแซมมหาศาลซึ่งไม่คุ้มค่า จึงได้ประกาศปิดโรงไฟฟ้าอย่างถาวรเมื่อเดือนมิถุนายน 2556

20161123-A01-02

กราฟแสดงปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ในรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกา โดยเปรียบเทียบก่อนและหลังที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปิด

          สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญปัญหา มีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั่วประเทศที่พร้อมจะผลิตไฟฟ้าโดยไม่ปล่อยคาร์บอนได้ในอีกหลายปี แต่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย ซึ่งหากนโยบายพลังงานไม่เปลี่ยนแปลงเพื่อสนับสนุนการคงอยู่ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ไม่ก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอน จะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกหลายโรงหายไป แล้วแทนที่ด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิลแทน

          มีรายงานว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในสหรัฐอเมริกากำลังผลิตรวม 24,000 เมกะวัตต์กำลังเสี่ยงจะถูกปิดในช่วงปัจจุบันถึงปี 2573 ซึ่งรวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 7 โรงที่ปัจจุบันมีแผนจะปิด เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Diablo Canyon จำนวน 2 โรงในแคลิฟอร์เนีย และโรงอื่น ๆ ที่คาดว่าจะต้องเผชิญปัญหาด้านการเงินในปีถัดๆ ไป

20161123-A01-03

กราฟแสดงสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ ผลิตไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาในปี 2558 โดย EIA

          หากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมดดังกล่าวนี้ต้องปิด มีการคาดการณ์ว่าปริมาณไฟฟ้าที่หายไป จะถูกแทนที่ด้วยก๊าซธรรมชาติประมาณร้อยละ 75 ที่เหลืออีกร้อยละ 25 เป็นถ่านหิน จนถึงปี 2564 คาดว่าจะมีการใช้พลังงานหมุนเวียนมาช่วยเสริมก๊าซธรรมชาติเพื่อแทนที่พลังงานนิวเคลียร์ที่หายไปด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายว่าจะเป็นสัดส่วนเท่าไร ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะสูงขึ้น ซึ่งในหลาย ๆ รัฐ พลังงานลมและแสงอาทิตย์ยังไม่มากพอที่จะแทนที่กำลังผลิตของนิวเคลียร์ที่หายไปมหาศาลได้ทันที

แปลและเรียบเรียง : สุภร เหลืองกำจร
ที่มา http://www.vox.com/energy-and-environment/2016/11/3/13499278/nuclear-retirements-coal-gas
        http://www.powermag.com/u-s-nuclear-power-plant-closures-slideshow/