สามประเทศอาเซียนโต้ฮาร์วาร์ด หมอกควันพิษทำเสียชีวิตหนึ่งแสนรายไม่เป็นความจริง

          หนังสือพิมพ์ The Straits Times และ Today ในประเทศสิงคโปร์ รายงานเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า กระทรวงสาธารณสุขในสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ต่างออกมาปฏิเสธผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยดังในสหรัฐอเมริกา ที่ระบุว่าวิกฤติหมอกควันพิษจากไฟป่าในอินโดนีเซียที่พัดข้ามพรมแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปี 2558 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรใน 3 ประเทศรวมกว่า 100,000 ราย

20161125-A03-01

ชาวบ้านพยายามดับไฟป่า ในเมือง Palangkaraya จังหวัดกาลีมันตัน อินโดนีเซีย เมื่อปี 2558

          ผลงานวิจัยดังกล่าวเป็นงานวิจัยร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดและโคลัมเบีย ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารงานวิจัยสิ่งแวดล้อม (Environment Research Letters) ระบุว่าหมอกควันพิษที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมเมื่อปี 2558 ในอินโดนีเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรกว่า 100,300 ราย คือ ในอินโดนีเซีย 91,600 ราย มาเลเซีย 6,500 ราย และสิงคโปร์ 2,200 ราย

          โฆษกกระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ออกมาปฏิเสธว่า “งานวิจัยพยายามคาดคะเนจำนวนผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรเนื่องจากหมอกควันพิษ โดยใช้การจำลองที่อ้างอิงมาจากหลาย ๆ สมมติฐาน ซึ่งความเที่ยงตรงของสมมติฐาน มีผลอย่างมากต่อความถูกต้อง ของผลการประเมินออกมาเป็นตัวเลข ทางเราเห็นว่าแบบจำลองในงานวิจัยไม่ได้นำมาตรการที่แต่ละประเทศใช้ในการบรรเทาเหตุการณ์หมอกควันและฝุ่นละอองที่เกิดขึ้น มาเป็นปัจจัยใช้พิจารณาในงานวิจัยด้วย “งานวิจัยชิ้นนี้จึงไม่ได้สะท้อนสถานการณ์ตามสภาพความเป็นจริง”

          นอกจากนี้ ทางโฆษกยังออกมาชี้แจงด้วยว่า อัตราการเสียชีวิตตามมาตรฐานอายุ (Age-standardized death rate) หรือ ค่าเฉลี่ยอัตราการเสียชีวิตในแต่ละกลุ่มอายุต่อจำนวนประชากร 100,000 คน ในสิงคโปร์เมื่อปี 2558 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤติหมอกควันพิษในอินโดนีเซีย ไม่ได้สูงขึ้น แต่ลดลงจาก 3.6 ในปี 2553 เป็น 3.2 ในปี 2558 ด้วย

20161125-A03-02

นักท่องเที่ยวในสิงคโปร์สวมหน้ากากเพื่อป้องกันควันพิษที่ลอยข้ามมาจากอินโดนีเซีย
http://www.themalaymailonline.com/world/article/singapore-air-quality-very-unhealthy-as-haze-worsens

          โฆษกกระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ชี้แจงด้วยว่า สำหรับผู้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง การได้รับ PM2.5 เป็นช่วงเวลาสั้น “ไม่ได้ทำให้เกิดผลเสียรุนแรงต่อสุขภาพมากไปกว่าอาการเคืองตา จมูกหรือคอ” โดยดอกเตอร์ Jim Teo แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจที่โรงพยาบาล Mt. Alvernia สิงคโปร์ กล่าวเตือนว่า สำหรับผู้ป่วยโรคปอดหรือหัวใจเรื้อรังสามารถมีอาการรุนแรงมากขึ้นได้ในช่วงที่มีวิฤติหมอกควัน ผู้ที่มีความเสี่ยงจึงควรอยู่ในที่พักอาศัยในช่วงที่เกิดหมอกควัน

          ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอีกหลาย ๆ รายในสิงคโปร์ให้ข้อมูลว่าตัวเลขจำนวนผู้เสียชีวิตที่งานวิจัยสรุปมาไม่ได้สะท้อนความจริง ตัวอย่างเช่น ดอกเตอร์ Ong Kian Chung แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจแห่งโรงพยาบาล Mount Elizabeth กล่าวว่า “ปัญหาที่ผู้ป่วยต้องเผชิญในช่วงเกิดหมอกควันพิษเมื่อปีที่แล้วอาจจะรุนแรงจริง แต่ไม่ได้คุกคามถึงขั้นเสียชีวิตอย่างที่งานวิจัยระบุ”

          ส่วนรองผู้อำนวยการ กระทรวงสาธารณสุขของมาเลเซีย ดอกเตอร์ S. Jeyaindran ออกมาปฏิเสธว่า “ประเทศเราไม่มีผู้เสียชีวิตที่เกิดจากหมอกควันพิษเมื่อปีที่แล้ว”

20161125-A03-03

เฮลิคอปเตอร์ของหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยของอินโดนีเซียกำลังดับไฟป่าทางอากาศ ในสุมาตรา

          ทางฝั่งอินโดนีเซียได้ออกมาแย้งว่า ผลการวิจัยได้ตัวเลขออกมาเกินกว่าที่ทางการอินโดนีเซียเก็บสถิติไว้ว่ามีผู้เสียชีวิตจำนวน 19 ราย นาย Mohamad Subuh ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมและป้องกันโรค กระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า “ผมไม่มั่นใจว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตที่งานวิจัยประเมินได้สะท้อนสถานการณ์จริงหรือไม่ หากว่าเป็นเพียงแค่การนับตัวเลขโดยใช้วิธีด้านสถิติ ผมไม่คิดว่ามันเหมาะสมที่จะมาใช้สรุปผลจำนวนคนตายมหาศาลเช่นนั้น”

          กระนั้นก็ตาม ปัญหาหมอกควันจากไฟป่า การเผาวัชพืช และเชื้อเพลิงฟอสซิล ถือว่าเป็นอันตรายและมีผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งควรมีมาตรการป้องกัน โดยนาย Rajasekhar Bala ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 ผู้เชี่ยวชาญที่ได้วิเคราะห์งานวิจัยชิ้นนี้ ได้กล่าวว่า งานวิจัยดังกล่าวเปรียบเหมือน “นาฬิกาปลุก” ให้อินโดนีเซียหามาตรการที่ชัดเจนจัดการกับปัญหาไฟป่าและมีความร่วมมือในระดับภูมิภาคอาเซียนรับมือกับผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดขึ้น

          อนึ่ง บทความเรื่อง Is Small Particle Air Pollution Really Killing Americans? No. เผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2558 ที่ผ่านมา ผู้เขียนที่เป็นผู้บริหารของสถาบัน Climate Science Coalition นาย Steve Goreham แสดงความไม่เห็นด้วยกับรายงานของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency - EPA) ที่อ้างว่ามีประชาชนชาวอเมริกันจำนวน 130,000-320,000 รายเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษของฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 6-15 จากจำนวนผู้เสียชีวิตในอเมริกาทั้งหมด

          Steve Goreham ระบุว่าข้ออ้างดังกล่าวของ EPA มุ่งสนับสนุน แผนพลังงานสะอาด (CCP) ซึ่งมีเป้าหมายจะบังคับให้โรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วประเทศต้องปิดตัวลง และเห็นว่า มาตรการป้องกันฝุ่น PM2.5 ในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งข้อกำหนดที่เคร่งครัดของ EPA ทำให้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ลดลงจากอดีตมาก ซึ่งจากการสำรวจพบว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานของ EPA ที่กำหนดไว้ 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

20161125-A03-04

กราฟแสดงมลภาวะทางอากาศในสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี 2523-2556 ที่มีค่าลดลงอย่างต่อเนื่อง

          บทความยังได้อ้างการศึกษาของดอกเตอร์ James Enstrom อดีตนักวิจัยแห่ง UCLA School of Public Health ในประเด็นนี้ว่า “การที่คนคนหนึ่งหายใจเอาฝุ่นละอองขนาดเล็กในปริมาณ 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเข้าสู่ร่างกายไม่ได้เป็นปริมาณที่มากเลย เท่ากับคนๆนั้นได้รับฝุ่นละอองปริมาณ 1 ช้อนชาเท่านั้น ในช่วงตลอดช่วงอายุขัย 80 ปี เพราะฉะนั้น ที่ EPA อ้างว่าฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจึงไม่น่าเชื่อถือ”

แปลและเรียบเรียง : สุภร เหลืองกำจร

ที่มา
http://www.straitstimes.com/asia/se-asia/100000-haze-death-estimate-rejected
http://www.todayonline.com/world/asia/spore-msia-dismiss-studys-claim-haze-caused-over-100000-premature-deaths
http://dailycaller.com/2015/07/01/is-small-particle-air-pollution-really-killing-americans-no/