ออสเตรเลียควรเรียนรู้จากชัยชนะของทรัมพ์ และฝันร้ายของยุโรป “ความมั่นคงทางพลังงานต้องมาก่อน”

          ผู้เชี่ยวชาญชี้ให้ออสเตรเลียศึกษาบทเรียนในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน จากชัยชนะของโดนัลทรัมป์ในการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกา ที่ตอกย้ำตลอดการหาเสียงว่า ให้ความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงาน มากกว่าปัญหาโลกร้อน ตลอดจนปัญหาวิกฤตค่าไฟฟ้าแพงในยุโรป ที่เกิดจากนโยบายอุดหนุนพลังงานหมุนเวียนจำนวนมหาศาล แต่ไม่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้จริง

นโยบายทรัมป์มาจากความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีสะอาด

          บทความ “All power to energy security : Australian could learn from Trump” ใน The Australian รายงานว่า “โดนัลด์ ทรัมพ์มีแผนงานสำคัญอยู่ 6 เรื่องที่เขาจะดำเนินการในฐานะประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา โดยหนึ่งในนั้นที่เขาให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ คือ “การยกเลิกกฎข้อบังคับที่จำกัดการผลิตพลังงานในสหรัฐอเมริกา ซึ่งรวมถึงการผลิต shale gas และถ่านหิน ที่ก่อให้เกิดการสร้างงานที่มีค่าตอบแทนสูงหลายตำแหน่ง” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ทรัมพ์ให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานในฐานะความมั่นคงของชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศออสเตรเลียควรตระหนักเช่นกัน”

          ขณะที่ Terry Jarret คอลัมนิสต์ชาวอเมริกัน ได้เขียนบทวิเคราะห์ “A chance to make coal cleaner” สนับสนุนนโยบายของทรัมพ์ว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีถ่านหินก้าวหน้าไปมาก ถ่านหินจึงควรมีบทบาทสำคัญในการเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงาน

20161202 A01 01

โรงไฟฟ้าถ่านหิน Presque Isle ในมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา หนึ่งในโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในข่ายต้องปรับปรุง ให้เข้ากับกฎมาตรฐานใหม่ที่เข้มงวดของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (EPA)

http://www.freep.com/story/news/local/michigan/2014/10/19/upper-peninsula-power-energy-electricity/17513777/

          ในช่วงสมัยการประกาศสงครามกับถ่านหินในสหรัฐอเมริกา มีโรงไฟฟ้าถ่านหินกว่า 200 โรงต้องปิด เพราะมีการออกกฎที่เข้มงวด ส่งผลให้เกิดการว่างงานจำนวนมาก ทั้งๆ ที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาแบบก้าวกระโดดไปอย่างมาก การผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินสะอาดกว่าในอดีตถึงร้อยละ 90 และกำลังพัฒนาเทคโนโลยีล่าสุดที่จะใช้ในการดักจับและกักเก็บคาร์บอน

          การทำให้การผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า นอกจากจะส่งเสริมสถานะของอเมริกาในฐานะของผู้นำเทคโนโลยีแล้ว ยังส่งผลดีกับประเทศกำลังพัฒนาที่ยังต้องพึ่งพาถ่านหินราคาถูกอยู่มาก

          อเมริกายังต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก และเนื่องจากอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีแหล่งสำรองถ่านหินมากที่สุดในโลก จึงสมเหตุสมผลที่อเมริกาควรมีถ่านหินเป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานผลิตไฟฟ้าร่วมกับก๊าซธรรมชาติ พลังงานหมุนเวียนและนิวเคลียร์ การใช้ถ่านหินที่มีเทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงช่วยส่งผลให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ และยังตอบโจทย์การลดคาร์บอนด้วย

ออสเตรเลียไม่ควร “ตอกเสาเข็มบนวิกฤต”

          บทความของ The Australian ยังได้วิเคราะห์ด้วยว่า ออสเตรเลียเป็นประเทศที่โชคดีมาตั้งแต่ในอดีต เนื่องจากมีพลังงานต้นทุนถูกใช้ มีแหล่งทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ประกอบกับได้เห็นบทเรียนจากการใช้นโยบายพลังงานอย่างสุดโต่งจนเกิดผลเสียในต่างประเทศ เช่น นโยบายการอุดหนุนพลังงานหมุนเวียนในยุโรป

20161202 A01 02

โรงไฟฟ้าถ่านหิน Hazelwood มีแผนจะปิดในเดือนมีนาคม ปี 2560 คาดว่าจะส่งผลต่อค่าไฟในรัฐวิคตอเรียปรับสูงขึ้น 8 – 10 เปอร์เซนต์

http://www.abc.net.au/news/2016-05-26/hazelwood-power-station-in-the-latrobe-valley/7447236

          แต่ปัจจุบัน ออสเตรเลียกำลังอยู่ท่ามกลางปัญหาเรื่องพลังงาน ดังจะเห็นได้จาก เมื่อไม่นานมานี้รัฐออสเตรเลียใต้ต้องเผชิญกับไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ ส่วนรัฐวิคตอเรียประกาศจะปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน Hazelwood อันเป็นผลจากนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะทำให้มีคนตกงานกว่า 750 ตำแหน่ง ท่ามกลางสถานการณ์ส่อเค้าจะเกิดไฟดับ เพราะมีความเสี่ยงมีไฟฟ้าไม่พอใช้ในช่วงที่มีความต้องการสูง ต้องมีการซื้อพลังงานจากรัฐอื่นมาใช้ และรัฐบาลพรรคแรงงานยังออกกฎหมายเลื่อนการสำรวจหาแหล่งก๊าซบนชายฝั่งออกไปอีกจนกว่าจะปี 2563

          ซึ่งนาย Greg Hunt รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม นวัตกรรมและวิทยาศาตร์ ของออสเตรเลีย ได้แสดงความเห็นว่า การตัดสินใจของรัฐบาลรัฐวิคตอเรียที่จะยังคงห้ามการสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติเป็นเหมือนการ “ตอกเสาเข็มให้เกิดวิกฤตด้านการผลิต” ออสเตรเลียจะประสบปัญหาขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อมีสัญญาจะส่งออก LNG ให้ต่างประเทศในระยะยาว

20161202 A01 03

นาย Greg Hunt รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม นวัตกรรมและวิทยาศาตร์ ของออสเตรเลีย

http://www.2gb.com/article/ross-greenwood-greg-hunt-2

          “เห็นได้ชัดเจนว่าเรายังมีแหล่งทรัพยากรก๊าซที่สมบูรณ์ แต่การปิดแหล่งผลิตจะก่อให้เกิดผลเสียต่อการจ้างงาน ราคาต้นทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ” นาย Greg Hunt กล่าว

          เมื่อเทียบกับทรัมพ์ที่หาเสียงด้วยนโยบายฟื้นฟูตลาดแรงงาน โดยเฉพาะงานในเหมืองและงานด้านการผลิตให้กับรัฐต่างๆ เช่น เพนซิลวาเนีย ซึ่งทำให้เขาได้รับคะแนนเสียงท่วมท้น ทรัมพ์เข้าใจในความกลัววิตกกังวลของชนชั้นแรงงานและตระหนักต่อภาวะการตกงาน อันเนื่องจากนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่มีผลให้เกิดการปิดเหมืองถ่านหินและเพิ่มต้นทุนเพื่อสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน

ยุโรปเริ่มตื่นจากฝัน

          ขณะเดียวกัน การตัดสินใจด้านนโยบายตามอุดมคติในทวีปยุโรปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่น การตั้งเป้าสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เกินความเป็นจริงในทางปฏิบัติ การจ่ายเงินอุดหนุนพลังงานหมุนเวียนแบบไม่ยั่งยืน การเพิ่มราคาไฟฟ้า การรีบเร่งเลิกใช้แหล่งพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล การปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และนโยบายการลดการปล่อยคาร์บอนที่ล้มเหลว เป็นบทเรียนล้ำค่าที่ออสเตรเลียควรนำมาศึกษา

20161202 A01 04

โรงไฟฟ้าถ่านหิน Moorburg ในฮัมบูกร์ เยอรมนี ซึ่งเพิ่งเปิดและเดินเครื่องจ่ายไฟครั้งแรกเมื่อกุมภาพันธ์ปี 2558

https://www.reddit.com/r/MachinePorn/comments/1r63fb/steam_turbine_of_the_coal_power_plant_moorburg_in/

          ยกตัวอย่าง เช่น ประเทศเยอรมนี ที่นโยบายจ่ายเงินอุดหนุนพลังงานหมุนเวียนและปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ปิดเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้าถ่านหิน ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ซึ่งสุดท้ายทำให้รัฐบาลต้องแจ้งกับผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนว่าให้หาทางบริหารจัดการเอง โดยจะเลิกจ่ายเงินอุดหนุน ให้เหมืองถ่านหินกลับมาเปิดอีกครั้ง สุดท้ายถ่านหินจึงยังเป็นแหล่งพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้า เยอรมนียังโดนโจมตีที่ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น สูญเสียการจ้างงาน และถูกกลุ่มสิ่งแวดล้อมตำหนิที่ได้ปรับลดเป้าหมายการลดคาร์บอนปี 2573 อีกด้วย

          แม้เยอรมนีจะพยายามเลิกใช้นิวเคลียร์ แต่กลับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตด้วยนิวเคลียร์จากฝรั่งเศส ส่วนฝรั่งเศสก็ซื้อไฟฟ้าที่ผลิตด้วยถ่านหินลิกไนต์ต้นทุนถูกจากเยอรมนี ซึ่งค้านกับท่าทีของทั้ง 2 ประเทศที่จะลดการใช้นิวเคลียร์และการปล่อยคาร์บอน ในขณะที่ มีการคาดการณ์ว่าอังกฤษและเนเธอร์แลนด์จะต้องซื้อไฟฟ้ามาจากเยอรมนีที่ใช้ลิกไนต์ผลิต ในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะถึงนี้

          ออสเตรเลียมีโอกาศที่จะสร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมๆ กับรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ แต่ ณ ปัจจุบัน ออสเตรเลียยังใช้วิธีการที่ไม่สมบูรณ์ ยังยึดติดนโยบายที่ยังเป็นโลกอุดมคติ และไม่ได้นำตัวอย่างการจัดลำดับความสำคัญด้านความมั่นคงทางพลังงานเป็นลำดับต้นๆของทรัมพ์มาใช้

แปลและเรียบเรียง : สุภร เหลืองกำจร

ที่มา

http://www.theaustralian.com.au/opinion/columnists/dennis-shanahan/all-power-to-energy-security-australia-could-learn-from-trump/news-story/a8a8fbfe1497669f03dbbd0367e67799

https://timesleader.com/opinion/610588/terry-jarrett-guest-columnist-a-chance-to-make-coal-cleaner