ความไม่แน่นอนและปริมาณที่มากเกินไปของพลังงานหมุนเวียน ชาวยุโรปต้องจ่าย 3 เด้ง ป้องกันไฟฟ้าตกดับ

20161209-A01-01

          คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานของสหภาพยุโรปให้สัมภาษณ์สำนักข่าว Reuters ว่า ในช่วงที่มีไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจ่ายเข้าสู่ระบบมากเกิน จะมีการจ่ายเงินให้โรงไฟฟ้าฟอสซิลไม่ให้ผลิตไฟฟ้า เพื่อให้เตรียมพร้อมจ่ายไฟฟ้าได้ตลอดเวลา เมื่อพลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าไม่ได้ และบางครั้งบริษัทผลิตไฟฟ้าอาจต้องจ่ายเงินให้ผู้บริโภคเพื่อให้ใช้ไฟฟ้าส่วนเกินด้วย ด้านเยอรมนีประสบปัญหาพลังงานลมมากเกิน ต้องจ่ายเงินให้ผู้ผลิตปิดฟาร์มกังหันลม

เด้งที่ 1 จ่ายอุดหนุนให้พลังงานหมุนเวียนผลิต และจ่ายให้โรงไฟฟ้าฟอสซิลพร้อมเดินเครื่องเสริม

          Reuters รายงานด้วยว่า คณะกรรมาธิการยุโรปจะออกร่างกฎหมาย จ่ายเงินอุดหนุนพิเศษให้บริษัทไฟฟ้า ยอมหยุดผลิต เพื่อหลีกทางให้โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจ่ายไฟเข้าระบบก่อน แต่ยังต้องมีความพร้อมจ่ายไฟฟ้าตลอดเวลา ซึ่งเป็นมาตรการเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดไฟฟ้าดับ ทั้งนี้เงินอุดหนุนนี้ จะจำกัดจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าใหม่ที่มีกระบวนการผลิตที่สะอาด ที่มีประสิทธิภาพสูงเท่านั้น

          นายทราวิส ฟิชเชอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจของสถาบันวิจัยพลังงาน (Institute for Energy Research) ได้ให้ความเห็นต่อประเด็นนี้ กับสำนักข่าว Daily Caller News Foundation ว่า “หากสหภาพยุโรปไม่ต้องการแทรกแซงตลาด เพื่อความมั่นคงของระบบผลิตไฟฟ้า ก็ควรหยุดการจ่ายเงินอุดหนุนทั้งหมด และหยุดการให้สิทธิพิเศษกับแหล่งพลังงานที่ไม่เสถียรอย่างพลังงานลมและแสงอาทิตย์ด้วย”

          ยุโรปทุ่มเงินกว่า 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 42.78 ล้านล้านบาท กับอุตสาหกรรมพลังงานสีเขียว เพื่อต่อสู้กับภาวะโลกร้อน แต่ผลที่ออกมาคือ ยังมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น ในขณะที่ค่าไฟฟ้าก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ส่วนรัฐบาลเยอรมนีประมาณการไว้ว่าจะมีการลงทุนมากกว่า 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐหรือ 39.22 ล้านล้านบาท เพื่อสนับสนุนพลังงานลม แม้ว่าการสร้างและติดตั้งกังหันลมจะไม่ได้ช่วยให้รัฐบาลบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนไดออกไซด์ที่ตั้งไว้

20161209-A01-02

กราฟเปรียบเทียบการปล่อย CO2 ของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ระหว่างปี 2557-2558 ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ยังปล่อย CO2 มากขึ้น แม้จะมีการใช้นโยบายพลังงานสีเขียวแล้ว
http://ec.europa.eu/eurostat/documents/2995521/7244707/8-03052016-BP-EN.pdf/88e97313-dab3-4024-a035-93b2ab471cd9

          นายทราวิส ฟิชเชอร์ ให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า “ยิ่งไปกว่านั้น สหภาพยุโรปควรหยุดยั้งแผนการปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ดังจะเห็นได้จากกรณีของเยอรมนีที่ปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลังเกิดเหตุกับฟุกุชิมาโดยไม่คำนึงผลที่จะตามมา สุดท้ายทำให้ค่าไฟเพิ่มสูงขึ้นและระบบไฟฟ้าต้องตกอยู่ในความเสี่ยง”

เด้งที่ 2 ระยะแรกเยอรมนีจ่ายเงินอุดหนุนให้สร้างกังหันลม แต่ต่อมาต้องจ่ายให้เลิก

          หลังเยอรมนีตัดสินใจว่าจะหยุดการใช้พลังงานนิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าภายในปี 2565 จึงมีการอุดหนุนพลังงานลมมาตั้งแต่ปี 2554 อย่างไรก็ตาม ในปี 2558 เยอรมนีต้องจ่ายเงินให้ฟาร์มกังหันลมกว่า 548 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 19,536 ล้านบาท ให้เลิกผลิตไฟ เพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียต่อระบบส่ง เนื่องจากมีฟาร์มกังหันลมและแสงอาทิตย์อยู่ในระบบจำนวนมาก แต่ไม่สามารถคาดคะเนได้ว่าจะมีการจ่ายไฟเข้าระบบมากเกินไปในช่วงเวลาใด ซึ่งทำให้ระบบมีความเสี่ยงจะเกิดไฟดับได้

          นอกจากนี้ ด้วยการสนับสนุนนโยบายพลังงานสีเขียวที่มากเกินไป จนสุดท้ายส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าของเยอรมนี รัฐบาลจึงวางแผนว่าในปี 2562 จะจำกัดกำลังผลิตของลมไว้ที่ร้อยละ 40-45 หรือลดกำลังผลิตของลมลง 6,000 เมกะวัตต์ (ณ สิ้นปี 2558 เยอรมนีมีกำลังผลิตจากพลังงานลม 41,651 เมกะวัตต์) โดยศูนย์ควบคุมระบบส่งของเยอรมนีต้องยอมจ่ายเงินให้บริษัท Tennet อีกจำนวน 376 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 13,404 ล้านบาท เพิ่มมากกว่าในปี 2557 ถึง 2.5 เท่า เพื่อปิดโรงไฟฟ้ากังหันลมดังกล่าว

20161209-A01-03

ตารางแสดงกำลังผลิตติดตั้งพลังงานลม ประเทศเยอรมนี
https://www.wind-energie.de/en/infocenter/statistics

เด้งที่ 3 จ่ายเงินให้ใช้ไฟฟ้าเพิ่ม ในวันที่ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมากเกินความต้องการของระบบ

          นอกจากนี้ ในบางเวลาผู้ผลิตไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์ยอมจ่ายเงินเพื่อขอผลิตไฟฟ้าในเวลาสั้นๆ โดยผู้ผลิตจะเสนอราคาค่าไฟฟ้าติดลบ (Negative Price) ในตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้า เนื่องจากไม่สามารถลดการผลิตหรือหยุดการผลิตเป็นเวลาสั้นๆ 1 - 2 ชั่วโมง ในช่วงที่พลังงานลมผลิตได้มากได้ ในทางกลับกัน ในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไม่ได้ โรงไฟฟ้าหลักจะเอาคืนโดยการเสนอขายไฟฟ้าในราคาสูง เป็นผลให้ค่าไฟฟ้าราคาสูงตามไปด้วย ยกตัวอย่าง เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2559 ผู้ใช้ไฟประเภทที่อยู่อาศัยในเยอรมนีได้รับเงินจากการใช้ไฟเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง เนื่องจากสภาพอากาศในวันนั้นมีลมแรงประกอบกับแสงแดดปริมาณมาก เป็นผลให้เยอรมนีมีการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน ซึ่งรวมถึงน้ำและชีวมวลรวมกันถึงร้อยละ 87 ขณะที่โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลและนิวเคลียร์มีความจำเป็นทางเทคนิคที่ต้องเดินเครื่องในระดับหนึ่ง ส่งผลให้มีไฟฟ้าล้นระบบ ผู้ใช้ไฟฟ้าจึงได้รับเงินจากการเปิดไฟทิ้งไว้ เดนมาร์กเคยต้องประสบภาวะไฟฟ้าล้นระบบจากการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลมมากเกินไปเช่นกัน ซึ่งเดนมาร์กแก้ไขโดยการส่งไฟไปขายให้นอร์เวย์และสวีเดน

20161209-A01-04

กราฟแสดงปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียน (แถบสีเขียว) และจากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงดั้งเดิม (ฟอสซิล + นิวเคลียร์ แถบสีน้ำเงิน) ความต้องการใช้ไฟฟ้า (เส้นสีชมพู) และค่าไฟฟ้า (เส้นสีฟ้า) ของเยอรมนี ในวันที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้จำนวนมาก จนต้องจ่ายเงินให้ผู้ใช้ไฟต้องใช้ไฟฟ้า (กราฟค่าไฟฟ้าในช่วงที่ติดลบ)
http://qz.com/680661/germany-had-so-much-renewable-energy-on-sunday-that-it-had-to-pay-people-to-use-electricity/

สัญญาเตือนสหรัฐอเมริกาเร่งศึกษาป้องกัน

          จากการที่ไม่สามารถคาดการณ์ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตด้วยพลังงานลมและแสงอาทิตย์ได้ จนอาจนำไปสู่การเกิดไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับวงกว้างได้ ด้านสหรัฐอเมริกา โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (FERC - Federal Energy Regulatory Commission) กำลังศึกษาว่าพลังงานสีเขียว มีผลทำให้การพึ่งได้ของระบบส่งลดลงเพียงใด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของ FERC เชื่อว่า มีความเสี่ยงที่ระบบไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาจะไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจาก “ลมและแสงอาทิตย์ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าทดแทนได้ในแบบเดียวกับโรงฟ้าถ่านหิน” ขณะที่กฎควบคุมสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลให้การดำเนินงานของโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติไม่มีกำไร การออกกฎต่าง ๆ จึงควรคำนึงถึงความเชื่อถือได้และความมั่นคงของระบบไฟฟ้าอเมริกาในภาพรวมด้วย

แปลและเรียบเรียง : สุภร เหลืองกำจร

ที่มา http://dailycaller.com/2016/11/28/europe-to-pay-companies-to-not-produce-power-to-stop-green-energy-blackouts/