012.jpg

กฟผ.เตรียมแผนรับมือแหล่งก๊าซธรรมชาติ เมียนมาหยุดซ่อมบำรุงรักษา

       กฟผ.แจงการหยุดซ่อมบำรุงรักษาแหล่งก๊าซธรรมชาติ ซอติก้า-ยานาดา ของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา คุมเข้มทุกมิติเตรียมมาตรการรองรับเต็มที่ ทั้งการผลิต-ระบบส่ง-เชื้อเพลิง วอนคนไทยลดการใช้ไฟฟ้าช่วงวิกฤต เพื่อให้ระบบไฟฟ้าไทยมีความมั่นคงอีกทางหนึ่ง

20170207-MIS01-01

       นายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ชี้แจงกรณีบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แจ้งแผนการหยุดซ่อมบำรุงรักษาแหล่งก๊าซธรรมชาติ ของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยแหล่งซอติก้า หยุดช่วงวันที่ 3-12 กุมภาพันธ์ 2560 รวม 10 วัน ส่งผลให้ก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าหายไปจากระบบ 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน กระทบ 5 โรงไฟฟ้า ทำให้ต้องหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง รวมทั้งสิ้น 3,500 เมกะวัตต์ ได้แก่ โรงไฟฟ้าราชบุรีเพาเวอร์ โรงไฟฟ้าราชบุรีและโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ และสำหรับโรงไฟฟ้าหนองแซงและโรงไฟฟ้าอุทัย ได้ปรับเปลี่ยนเดินเครื่องโดยใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas : LNG) ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อทดแทนผสมกับก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย รวมทั้งการซื้อไฟฟ้าจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เพิ่มขึ้น

       ส่วนช่วงวันที่ 25 มีนาคม – 2 เมษายน 2560 แหล่งยานาดาของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หยุดรวม 9 วัน ส่งผลให้ก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าจำนวน 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน กระทบต่อการผลิตไฟฟ้าประมาณ 6,000 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ กฟผ.เชื่อมั่นว่าสามารถบริหารจัดการได้ ไม่มีผลให้เกิดไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับ ส่วนใหญ่ปรับเปลี่ยนเดินเครื่องโดยใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อทดแทนผสมกับก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย สำหรับโรงไฟ้ฟาในภาคกลางและภาคตะวันออก รวมทั้งการซื้อไฟฟ้าจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เพิ่มขึ้น โดยบางส่วนจะผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันเตาประมาณ 92 ล้านลิตรทดแทน ที่โรงไฟฟ้าราชบุรีและโรงไฟฟ้าบางปะกง และส่วนที่เหลือจะผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันดีเซล 16 ล้านลิตรทดแทน ที่โรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้และโรงไฟฟ้าราชบุรี รวมทั้งโรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่ 1 ซึ่ง กฟผ. ปรับปรุงให้มีความสามารถพิเศษใช้ก๊าซธรรมชาติได้หลากหลายแหล่ง ต้องนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาผลิตไฟฟ้าแทน

       โดยแผนซ่อมบำรุงรักษาแหล่งก๊าซธรรมชาติซอติก้าและยานาดาดังกล่าว กฟผ.ได้ประสานงานร่วมกับ ปตท.อย่างใกล้ชิด และควบคุมเข้มทุกมิติเตรียมมาตรการรองรับเต็มที่ ทั้งด้านการผลิต ด้านระบบส่งไฟฟ้าและด้านเชื้อเพลิง เพื่อมาตรฐานความมั่นคงระบบไฟฟ้า แต่อย่างไรก็ตาม กฟผ.ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ตลอดถึงกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติดังกล่าว เพื่อเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้าได้อีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะการลดการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม และราชบุรี จะช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซลในการผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ

       สำหรับปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งการผลิตไฟฟ้าต้องใช้เชื้อเพลิงที่มีสัดส่วนเหมาะสม ทั้งนี้ไม่ต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากเกินไป เพื่อให้ระบบไฟฟ้าไทยมีความเพียงพอ สมดุล และมั่นคงระยะยาวเป็นสำคัญ