ตามที่คอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ หน้า 5 ได้นำเสนอข่าว เรื่อง “โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ บทเรียนจากจีน” ซึ่งเนื้อหาข่าวที่เผยแพร่ ยังมีบางประเด็นที่มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่ง กฟผ. ขอเรียนชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม ดังนี้

          1. ประเด็น : กฟผ. อ้าง ถ้าไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ภาคใต้จะเข้าสู่ภาวะเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านไฟฟ้าในปี 2562 เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้า 3,000 เมกะวัตต์ ใกล้เคียงกับกำลังผลิตในภาคใต้ 3,050 เมกะวัตต์ แผนรองรับวิกฤติในปี 2562-2564 คือ อาศัยไฟฟ้าจากส่วนกลางที่มีอยู่ 650 เมกะวัตต์มาเสริม เพื่อรอโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาเข้าระบบในปี 2564 นั้น

          กฟผ. ขอเรียนชี้แจงว่า ภาคใต้มีความสุ่มเสี่ยงด้านความมั่นคงในระบบไฟฟ้า เนื่องจากภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ 2,700 เมกะวัตต์ ขณะที่โรงไฟฟ้าหลักที่สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องมีเพียง 2,406 เมกะวัตต์ ได้แก่ โรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา และโรงไฟฟ้าขนอม จ.นครศรีธรรมราช

          ส่วนโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี และโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนบางลาง จ.ยะลา สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเสริมได้เพียงบางช่วงเวลาเท่านั้น เนื่องจากต้องระบายน้ำตามแผนบริหารจัดการน้ำที่ทางกรมชลประทานกำหนด และขึ้นกับปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ

          สำหรับโรงไฟฟ้ากระบี่ ซึ่งมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงเพราะใช้น้ำมันเตา จะได้เดินเครื่องเสริมระบบเฉพาะกรณีที่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า หรือแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติหยุดผลิตตามแผนที่มีการแจ้งล่วงหน้า ไม่สามารถรองรับการช่วยระบบฉุกเฉินได้ และการเดินเครื่องโรงไฟฟ้ากระบี่ จะต้องใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมงขึ้นไปจึงจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ ขณะที่โรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานีที่หมดอายุไปแล้ว กฟผ. ได้สำรองไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินเพื่อเสริมความมั่นคง เนื่องจากภาคใต้มีกำลังผลิตไม่เพียงพอ

          จากภาพรวมของระบบไฟฟ้าในภาคใต้ดังกล่าว จะเห็นว่าไฟฟ้าภาคใต้มีความเสี่ยง แม้ว่าจะมีการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางไปภาคใต้ ประมาณวันละ 200-600 เมกะวัตต์ ด้วยแล้วก็ตาม

          ทั้งนี้ ภาคใต้ มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจราวร้อยละ 4-5 ต่อปี ประกอบกับการพัฒนาต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคใต้ เช่น การท่องเที่ยว อุตสาหรรมเกษตร จะส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องสร้างแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักเพิ่มเติม เพื่อรองรับการเจริญเติบโตดังกล่าว

          2. ประเด็น : กฟผ. สู้หัวชนฝาเพื่อจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ให้ได้ ซึ่งมีบริษัทจีนร่วมกับอิตาเลียนไทยประมูลได้ราคา 32,300 ล้านบาท อ้างเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด เหมือนโรงไฟฟ้าถ่านหินญี่ปุ่นที่โฆษณา แต่กลับต้องติดตั้งระบบจับปรอท ฝุ่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ของมีพิษเพิ่ม ที่สำคัญการก่อสร้างกลับเป็นเทคโนโลยีจีน ไม่ใช่เทคโนโลยีญี่ปุ่นที่นำมากล่าวอ้าง และล่าสุดจีนสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินไปมากมาย เพื่อลดหมอกควันพิษ

          สำหรับประเด็น บริษัทจีนร่วมกับอิตาเลียนไทย ซึ่งเป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดในการประมูลโรงไฟฟ้ากระบี่ ซึ่งทำให้ไม่มั่นใจในเทคโนโลยีนั้น ขอชี้แจงว่า เทคโนโลยีของบริษัทที่ชนะการประกวดราคาก่อสร้างโรงไฟฟ้าฯ จะต้องมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด เนื่องจากการคัดเลือกผู้ก่อสร้างโรงไฟฟ้า เป็นการคัดเลือกผ่านการประกวดราคาระดับนานาชาติ ที่ผู้เข้าประกวดราคาทุกรายจะต้องนำเสนอรายละเอียด และคุณสมบัติทางเทคนิค รวมทั้งบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ ให้คณะกรรมการพิจารณา โดยที่อุปกรณ์หลักจะต้องผ่านการตรวจสอบ และมีระยะเวลาการเดินเครื่องจริงตามที่กำหนด เมื่อผ่านเกณฑ์ทางเทคนิค จึงจะเปิดซองราคาต่อไป ในข้อเท็จจริงบริษัทจีนที่เสนอราคาต่ำสุด ได้เสนอรายละเอียดของอุปกรณ์หลัก เช่น หม้อต้ม เครื่องกำจัดซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เครื่องกำจัดฝุ่น เครื่องกำจัดออกไซด์ของไนโตรเจน เครื่องกำจัดปรอท ที่ออกแบบและผลิตโดยบริษัทผู้ผลิตจากประเทศอเมริกา และเยอรมนี ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมทั้งประเทศต่างๆ ทั้งสหรัฐอเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น และจีน ได้เปลี่ยนมาสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีใหม่ดังกล่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า และการควบคุมมลภาวะ

20170224-ART02-01

          3. ประเด็น : ทำไม กฟผ. ไม่ซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ที่มีอยู่เหลือเฟือ เพื่อส่งไปภาคใต้ เหมือนกับที่รัฐบาลลาวจะส่งไฟฟ้าผ่านภาคใต้เพื่อไปขายให้มาเลเซีย สิงคโปร์ ทั้งที่ประเทศไทยมีสายส่งเชื่อมโยง ถึง 14 เส้นทาง ทำให้ลาวต้องหาทางส่งข้ามหัวไทยไปขายมาเลเซียและสิงคโปร์

          กฟผ. ขอชี้แจงว่า ประเทศอาเซียนได้มีโครงการความร่วมมือในการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าร่วมกันมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าในภูมิภาคร่วมกัน สำหรับการทดลองซื้อขายไฟฟ้าข้ามประเทศไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ ระหว่าง สปป.ลาว กับประเทศมาเลเซียในครั้งนี้ จากการศึกษาพบว่ายังมีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งด้านเทคนิค และกติกาการซื้อขาย

          สำหรับหลักการซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาว กับมาเลเซียนั้น ไม่ใช่การส่งไฟฟ้าโดยตรงจาก สปป.ลาว ไปมาเลเซีย แต่จะใช้วิธีการส่งกระแสไฟฟ้าเป็นทอด ๆ ซึ่งข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการรับไฟฟ้าจากภาคกลางไปเสริมอยู่แล้ว โดยการจ่ายไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ จาก สปป.ลาว จะนำมาใช้ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือแทน ส่วนกำลังผลิตไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ ที่ภาคกลางจ่ายให้แก่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็จะส่งผ่านสายส่งไฟฟ้าไปยังภาคใต้ เพื่อส่งต่อไปให้ประเทศมาเลเซียต่อไป

          การทดลองส่งจ่ายไฟฟ้าดังกล่าว ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา อาทิ การไม่สามารถส่งจ่ายไฟฟ้าให้มาเลเซียในช่วงที่ภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด เวลา 18.00-23.00 น. รวมทั้งช่วงเวลาที่ต้องมีการหยุดซ่อมบำรุงแหล่งจ่ายก๊าซธรรมชาติหรือโรงไฟฟ้า และกรณีที่ระบบไฟฟ้าของไทยเกิดการขัดข้อง รวมทั้งไฟฟ้าที่จะมีการซื้อขายจาก สปป.ลาว ในโครงการนี้จะต้องมีความเสถียร (Firm) เพราะหากไม่มีความเสถียร เช่นเดียวกับพลังงานลม หรือแสงอาทิตย์ กฟผ.ตะต้องเตรียมไฟฟ้าไว้สำรอง (Back up) ซึ่งจะทำให้เกิดการลงทุนซ้ำซ้อน เป็นภาระแก่ประชาชนในที่สุด ประกอบกับสายส่งเชื่อมโยงในช่วงภาคกลางไปภาคใต้ของไทยมีลักษณะเป็นคอขวด ทำให้ยังมีขีดจำกัด ซึ่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการปรับปรุงความมั่นคงสายส่งในช่วงคอขวดดังกล่าว

          จากประเด็นการพิจารณาที่กล่าวมา ปัจจุบันจึงยังไม่มีการซื้อขายระหว่าง สปป.ลาว ไปมาเลเซีย การทดลองซื้อขายดังกล่าว จะเกิดขึ้นภายหลังที่คณะทำงานร่วมระหว่างประเทศ สามารถแก้ไข ลดทอนข้อจำกัดต่าง ๆ ลงได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง

          ทั้งนี้ กฟผ. ขอขอบคุณท่าน ที่มีความห่วงใย และติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด หากท่านมีความประสงค์ที่จะรับทราบข้อมูลในประเด็นใด ๆ เพิ่มเติม กฟผ. ยินดีที่จะนำเสนอในโอกาสต่อไป หรือประสงค์จะส่งข้อมูลให้ กฟผ. ตรวจสอบข้อเท็จจริง กฟผ.จะยินดีอย่างยิ่ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะกรุณานำข้อมูลของ กฟผ. ข้างต้นเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบอีกทางหนึ่งด้วย