027.jpg

กฟผ. พร้อมใช้บริษัทที่ปรึกษาคนกลางทำ EHIA - EIA หากชอบด้วยกฎหมาย

          กฟผ. ยินดีหากต้องใช้บริษัทที่ปรึกษาคนกลาง จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ EIA และ EHIA สำหรับโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ หากไม่ขัดต่อข้อกฎหมาย เพื่อให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมากที่สุด

20170303 PRE01 02

          วันนี้ (2 มีนาคม 2560) นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการและโฆษก กฟผ. ให้สัมภาษณ์รายการพลิกปมข่าว สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส โดยกล่าวถึง กรณีโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ ที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นอย่างมาก

          ประเด็นแรก กล่าวถึง กรณีที่มีการเสนอแนะให้เปลี่ยนบริษัทที่ปรึกษาที่เป็นกลาง ในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ใหม่อีกครั้ง สำหรับโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ ตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ให้ กฟผ. จัดทำผลกระทบ EIA และ EHIA ฉบับใหม่ โดยให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

          ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กฟผ. จ้างบริษัทที่ปรึกษาที่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้มีสิทธิจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามระบบรายชื่อของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความชำนาญและมีประสบการณ์เป็นที่ยอมรับ

          สำหรับ การดำเนินงานขั้นต่อไป กฟผ. เตรียมเข้าหารือกับสํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อสอบถามแนวทางการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ EIA และ EHIA และมีความยินดีหากจะให้มีหน่วยงานที่เป็นคนกลางมาร่วมในการพิจารณาด้วย โดยผู้มีสิทธิจัดทำจะต้องมีความรู้และประสบการณ์ในเรื่องโรงไฟฟ้าและเส้นทางการเดินเรือ แต่จากประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดว่า บริษัทที่สามารถจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้นั้น ต้องเป็นนิติบุคคลที่ได้รับอนุญาตและขึ้นทะเบียนไว้กับ สผ. นอกจากนี้ หากการจัดทำรายงานดังกล่าว มีกฎหมายอื่นบัญญัติเกี่ยวกับการได้รับอนุญาตไว้และมีกระบวนการที่จะให้ผู้มีสิทธิจัดทำรายงานดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว ผู้มีสิทธิจัดทำรายงานจะต้องได้รับอนุญาตตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายนั้นๆด้วย

          ประเด็นต่อมา เป็นเรื่อง การเปลี่ยนขนาดเรือขนส่งถ่านหิน ที่มีการปรับขนาดจาก 70,000 ตัน เป็น 10,000 ตัน เนื่องจาก ภายหลังการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในขั้นตอนการประเมินจัดทำรายงานฯ (ค.2) พบว่าชุมชนมีความกังวลใจหากใช้เรือขนาด 50,000 – 100,000 ตัน ซึ่งมีขนาดใหญ่แล่นผ่านทะเลกระบี่ที่มีน้ำตื้น กฟผ. จึงได้ปรับขนาดเรือเป็น 10,000 ตัน แล่นจากต่างประเทศตรงเข้าสู่ท่าเทียบเรือ และเมื่อจัดสำรวจอีกครั้ง พบว่า ชุมชนได้คลายความกังวลใจเมื่อ กฟผ. ปรับขนาดเรือให้เล็กลง และให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีการขนถ่ายถ่านหินกลางทะเล

          “ กฟผ. เป็นหน่วยงานภาครัฐ ที่พร้อมจะปฏิบัติตามข้อสั่งการของรัฐบาลด้วยความโปร่งใสเสมอมา โดยรอปฏิบัติตามขั้นตอนของการจัดทำรายงานผลการวิเคราะห์ผลกระทบ EIA และ EHIA ที่ สผ. กำหนดต่อไป ” โฆษก กฟผ. กล่าวในที่สุด