003.jpg

ชี้แจงข้อเท็จจริง คอลัมน์ พลวัตปฏิรูป โดย สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) เรื่อง “ข้อกังขาต่อการดำเนินงานของ กฟผ.

          ตามที่คอลัมน์ พลวัตปฏิรูป นสพ.ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 6 มีนาคม 2560 ได้นำเสนอข่าว เรื่อง “ข้อกังขาต่อการดำเนินงานของ กฟผ. ใช้ความเป็นรัฐ เอื้อเอกชน หรือไม่” กฟผ. พิจารณาแล้วเห็นว่ามีประเด็นคำถาม และข้อมูลที่อาจเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน จึงขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติม ดังนี้

          ประเด็นที่ 1. กฟผ. ใช้ความเป็นรัฐสร้างประโยชน์ให้กับเอกชนโดยตรง ในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัทเดียวกัน ที่มีปรัชญาการสร้างกำไรสูงสุด

          กฟผ. ขอเรียนชี้แจงว่า การดำเนินงานของบริษัทในกลุ่ม กฟผ. ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ใดๆ เนื่องจาก การเข้าประมูลโรงไฟฟ้าเอกชน (IPP) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ เงื่อนไข และการจัดการประมูลแข่งขัน ซึ่งบริษัทในกลุ่ม กฟผ. เข้าประมูลตามหลักเกณฑ์ทุกประการ โดยการประมูลโรงไฟฟ้า IPP ในอดีต เมื่อปี 2550 และ 2555 บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ได้เข้าร่วมประมูล แต่ไม่สามารถชนะในการประมูล สำหรับ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นประมูลเมื่อปี 2550 แต่ไม่ผ่านการคัดเลือก เนื่องจากมีสถานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ และในปี 2555 ไม่ได้สิทธิ์ยื่นประมูลเนื่องจากมีข้อจำกัดหลายด้าน แสดงให้เห็นว่าการเป็นบริษัทลูกของ กฟผ. ไม่มีสิทธิประโยชน์มากกว่าบริษัทเอกชนแต่อย่างใด

          นอกจากนี้ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH ยังถูกกำกับดูแลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และจากประชาชนผู้ถือหุ้น ที่ต้องเปิดเผย โปร่งใส และแข่งขันอย่างเป็นธรรมกับเอกชนรายอื่น

          ประเด็นที่ 2. บริษัทลูกมีกรรมการที่เป็นผู้แทน กฟผ. และกระทรวงพลังงาน ทำให้ กฟผ. ใช้สรรพกำลังผลักดันให้บริษัทลูกได้กำไรสูงสุด ซึ่งเอื้อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนจากการใช้อำนาจรัฐ

          กฟผ. ขอเรียนชี้แจงว่า การเป็นกรรมการบริษัทของกระทรวงพลังงาน และ กฟผ. เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลที่ดีและตามระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1150 พ.ร.บ.บริษัท มหาชน จำกัด พ.ศ.2535 และข้อบังคับบริษัท (รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย) ที่กำหนดถึงโครงสร้างของกรรมการ ขนาดและจำนวนของคณะกรรมการ และคณะกรรมการอิสระไว้อย่างชัดเจน เพื่อกำกับดูแลการบริหารให้เป็นไปตามนโยบายภาครัฐ และมีประสิทธิภาพ มิให้เอื้อให้เกิดประโยชน์ทับซ้อนแต่อย่างใด

          ประเด็นที่ 3. เกิดการผูกขาดโดยกลไกนโยบายและกลไกทางกฎหมาย รวมถึง กฟผ. ใช้ความเป็นรัฐ ผลักดันให้เอกชนโต และมีผู้ได้ประโยชน์จากค่าความพร้อมจ่าย โรงไฟฟ้าที่เกินอยู่ 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นกำลังผลิตจากบริษัทลูก ได้เงินโดยไม่ต้องผลิตไฟฟ้า แต่การเหลือของไฟฟ้าคือต้นทุนที่คนไทยต้องจ่ายมากกว่าปีละ 90,000 ล้านบาท ให้แก่โรงไฟฟ้าที่อยู่ในมือของเอกชนกว่าร้อยละ 60

          กฟผ. ขอเรียนว่า กฟผ. มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจต้องปฏิบัติตามนโยบาย ซึ่งกระทรวงพลังงานเป็นผู้กำหนดนโยบายและต้องผ่านขั้นตอนและกลั่นกรองจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.)นอกจากนี้ กฟผ. ยังถูกกำกับดูแลจากองค์กรอิสระ คือ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่ต้องกำกับดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนต่างๆ อาทิ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน ฯลฯ เพื่อพิจารณาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างรอบด้าน

          สำหรับ ประเด็นเอกชนมีผลประโยชน์ทั้งที่ไม่ต้องผลิตไฟฟ้านั้น ขอชี้แจงว่า กฟผ. และเอกชน จะไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะหากไม่ได้ผลิตไฟฟ้า โรงไฟฟ้าเอกชนจะได้รับค่าไฟฟ้าเฉพาะในส่วนค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment : AP) ที่จะสะท้อนต้นทุนค่าโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นการลงทุนก่อสร้างและบำรุงรักษา โดยโครงสร้างค่าความพร้อมจ่ายจะมีลักษณะเป็น Front – End กล่าวคือ ราคาจะสูงมากในปีแรกๆ และทยอยต่ำลงในปีท้ายๆ แต่จะไม่ได้รับค่าผลิตพลังงาน (Energy Payment :EP) ที่สะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงตามอัตราความสิ้นเปลืองที่ประมูลมาตั้งแต่ต้น หากการผลิตไม่มีประสิทธิภาพ ใช้เชื้อเพลิงสิ้นเปลือง โรงไฟฟ้าต้องรับผิดชอบส่วนเกินเอง ซึ่งการที่ต้องแบ่งค่าไฟฟ้าเป็น 2 ส่วน เพื่อความเป็นธรรมของทั้ง 2 ฝ่าย และเป็นหลักประกันให้ค่าไฟฟ้าตลอดอายุโครงการมีราคาไม่สูง เนื่องจากเอกชนไม่ต้องบวกความเสี่ยงการลงทุนก่อสร้างไว้ในราคาค่าไฟฟ้า แต่จะต้องมีความพร้อมเดินเครื่องตามที่ศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติสั่งการ หากทำไม่ได้ก็จะถูกปรับ จะเห็นได้ว่า โรงไฟฟ้าที่ไม่ได้สั่งผลิตไฟฟ้า ไม่ทำให้เกิดประโยชน์เพิ่มเติมแก่ กฟผ. หรือผู้ลงทุนแต่ประการใด

          อนึ่ง ผลประกอบการของ กฟผ. และของบริษัทในกลุ่ม กฟผ. ตามสัดส่วนการถือหุ้นของ กฟผ. ต้องผ่านการตรวจสอบจากกระทรวงการคลัง และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยที่ กฟผ. จะต้องนำเงินกำไรส่งภาครัฐ ร้อยละ 45 เพื่อนำไปพัฒนาประเทศ สร้างประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม และอีกร้อยละ 55 นำไปสมทบการลงทุนโรงไฟฟ้าและระบบส่งเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานต่อไป

          ทั้งนี้ ขอขอบคุณท่าน ที่ได้ติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด หากท่านมีความประสงค์ที่จะรับทราบข้อมูลในประเด็นใดๆ เพิ่มเติม กฟผ. ยินดีที่จะนำเสนอในโอกาสต่อไป หรือประสงค์จะส่งข้อมูลให้ กฟผ. ตรวจสอบข้อเท็จจริง กฟผ. จะยินดีอย่างยิ่ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะกรุณานำข้อมูลของ กฟผ. ข้างต้นเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบอีกทางหนึ่งด้วย

          ขอแสดงความนับถือ (นายศานิต นิยมาคม) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์การ ทำการแทน ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย