025.jpg

ชี้แจงข้อเท็จจริง Live Interview ม.ล.รุ่งคุณ กิติยากร ในเรื่อง “บทเรียนจากการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่”

20170330-PRE02-01

          ตามที่คอลัมน์ Live Interview นสพ.ASTV ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 13 มีนาคม 2560 ได้สัมภาษณ์ ม.ล.รุ่งคุณ กิติยากร ในเรื่อง “บทเรียนจากการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่” กฟผ. พิจารณาแล้วเห็นว่ามีประเด็นคำถาม และข้อมูลที่อาจเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน จึงขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติม ดังนี้

1. ประเด็นที่กล่าวว่า ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 41,000 เมกะวัตต์ แล้วทำไมจึงต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่ม นั้น

          กฟผ. ขอเรียนชี้แจงว่า ปริมาณกำลังการผลิตไฟฟ้า 41,000 เมกะวัตต์ ที่กล่าวมา เป็นกำลังการผลิตติดตั้งตามสัญญาของระบบ ไม่สามารถนำมาคำนวณเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองได้ เนื่องจากการวางแผนระบบไฟฟ้าจะต้องนำกำลังผลิตไฟฟ้าที่พึ่งได้ กล่าวคือ ผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ที่อยู่ในระบบเวลานั้น มาเป็นฐานในการคำนวณไฟฟ้าสำรอง โดยในปี พ.ศ. 2559 มีกำลังผลิตไฟฟ้าพึ่งได้ 39,063 เมกะวัตต์ ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) เท่ากับ 29,619 เมกะวัตต์ จึงมีปริมาณกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองร้อยละ 31.89 ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองกับประเทศอื่นๆ อาทิ ประเทศเยอรมนี ร้อยละ 111 ประเทศออสเตรเลีย ร้อยละ 65 ประเทศมาเลเซีย ร้อยละ 51 และประเทศจีน ร้อยละ 91 จะเห็นได้ว่าปริมาณกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศไทยก็ไม่ได้สูงเกินกว่าประเทศอื่นๆแต่อย่างใด

          สำหรับ โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP2015) เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าภาคใต้ เนื่องจากกำลังการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาได้ของภาคใต้ปัจจุบันมีเพียง 2,406 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้า จะนะ จ.สงขลา และโรงไฟฟ้าขนอม จ.นครศรีธรรมราช ส่วนโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนรัชช ประภา จ.สุราษฎร์ธานี และโรงไฟฟ้าเขื่อนบางลาง จ.ยะลา สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเสริมเพียงบางช่วงเวลาเท่านั้น ในขณะที่ภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าประมาณ 2,700 เมกะวัตต์ ดังนั้น ภาคใต้จึงมีความจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าหลัก ที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ซึ่งโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ จะช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานในพื้นที่ได้โดยจะมีปริมาณถ่านหินใช้ได้อีกถึง 200 ปี ราคาถ่านหินจึงมีเสถียรภาพและไม่แพง ทำให้ราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของประเทศไทยไม่สูงเกินไป

2. ประเด็นที่กล่าวว่า กระบวนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นั้น

          กฟผ. ขอเรียนชี้แจงว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบ Ultra Super Critical (USC) ได้พัฒนาให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการควบคุมมลสารให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าค่ามาตรฐานตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและมาตรฐานสากล (รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย) เช่น เครื่องดักจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เครื่องกำจัดฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต เครื่องกำจัดไนโตรเจนออกไซด์ เครื่องกำจัดสารปรอท ซึ่งโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ. ก็ได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้

          สำหรับ เถ้าหนัก (Bottom Ash) ที่เกิดจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าจะถูกลำเลียงด้วยระบบสายพานลำเลียงไปยังบ่อฝังกลบขี้เถ้าที่มีการปูรองก้นบ่อด้วยแผ่นพลาสติกเพื่อป้องกันการรั่วซึม ขนาดความจุบ่อเพียงพอตลอดอายุการใช้งานโรงไฟฟ้า อีกทั้ง กฟผ. ยังได้ติดตั้งสัญญาณเตือนจากอุปกรณ์ตรวจวัดการระบายมลสารของหน่วยผลิตในห้องควบคุมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังทุกกระบวนการของการผลิตไฟฟ้าให้เป็นไปตามมาตรฐานกำหนด

          ทั้งนี้ กฟผ. ขอขอบคุณท่าน ที่ได้ติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด หากท่านมีความประสงค์ที่จะรับทราบข้อมูลในประเด็นใดๆ เพิ่มเติม กฟผ. ยินดีที่จะนำเสนอในโอกาสต่อไป หรือประสงค์จะส่งข้อมูลให้ กฟผ. ตรวจสอบข้อเท็จจริง กฟผ. จะยินดีอย่างยิ่ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะกรุณานำข้อมูลของ กฟผ. ข้างต้นเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบอีกทางหนึ่งด้วย

          ขอแสดงความนับถือ (นายศานิต นิยมาคม) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์การ ทำการแทน ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย