014.jpg

ชี้แจงข้อเท็จจริง หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ คอลัมน์ โลกและเรา โดย เมธา มาสขาว เรื่อง “อนาคตพลังงานไทย” ฉบับวันที่ 19 มี.ค. 2560

          ตามที่คอลัมน์ โลกและเรา โดย เมธา มาสขาว นสพ.ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 19 มีนาคม 2560 ได้นำเสนอข่าว เรื่อง “อนาคตพลังงานไทย” กฟผ. พิจารณาแล้วเห็นว่ามีประเด็นคำถาม และข้อมูลที่อาจเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน จึงขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติม ดังนี้

1. ประเด็นที่กล่าวว่า กฟผ. ผูกขาดกับเอกชนเพียงไม่กี่กลุ่ม และให้เอกชนเป็นผู้ผลิตมากกว่า นั้น

          กฟผ. ขอเรียนชี้แจงว่า กฟผ. มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจต้องปฏิบัติตามนโยบาย ซึ่งกระทรวงพลังงานเป็นผู้กำหนด โดยที่การดำเนินงานต่างๆ ต้องผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงพลังงาน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกจากนี้ กฟผ. ยังถูกกำกับดูแลจากองค์กรอิสระ คือ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่ต้องกำกับดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนต่างๆ อาทิ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน ฯลฯ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

          นอกจากนี้ การดำเนินงานของบริษัทในกลุ่ม กฟผ. ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการเข้าประมูลโรงไฟฟ้าเอกชน (IPP) กกพ. เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ เงื่อนไข และการจัดการประมูลแข่งขัน ซึ่งบริษัทในกลุ่ม กฟผ. เข้าประมูลตามหลักเกณฑ์ทุกประการ โดยที่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (RATCH) ยังถูกกำกับดูแลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และจากประชาชนผู้ถือหุ้น ที่ต้องเปิดเผย โปร่งใส และแข่งขันอย่างเป็นธรรมกับเอกชนรายอื่นอีกด้วย

          ในส่วนของ บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) ที่มีสถานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่ง กฟผ. ถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นนั้น ได้ยึดมั่นในการดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลมาโดยตลอด พร้อมที่จะให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบทุกโครงการ เนื่องจากมีความเคร่งครัดต่อการดำเนินงานในทุกครั้งที่มีการประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) เพื่อพิจารณาโครงการเสมอมา

          สำหรับ ผลประกอบการของ กฟผ. และของบริษัทในกลุ่ม กฟผ. ตามสัดส่วนการถือหุ้นของ กฟผ. ต้องผ่านการตรวจสอบจากกระทรวงการคลัง และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยที่ กฟผ. จะต้องนำเงินกำไรส่งภาครัฐ ร้อยละ 45 เพื่อนำไปพัฒนาประเทศ สร้างประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม และอีกร้อยละ 55 นำไปสมทบการลงทุนโรงไฟฟ้าและระบบส่งเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานต่อไป

2. ประเด็นที่กล่าวว่า EGATi ลงทุนซื้อเหมืองถ่านหินในประเทศอินโดนีเซีย เพื่อนำมาใช้ที่ จ.กระบี่ นั้น

          กฟผ. ขอเรียนชี้แจงว่า บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) ลงทุนซื้อหุ้นเหมืองถ่านหิน Adaro Indonesia (AI) ในประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเสริมศักยภาพการจัดหาเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าที่บริษัทลงทุนในโรงไฟฟ้าถ่านหินต่างประเทศในอนาคต เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินกวางจิ1 ในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และขอให้มั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ เนื่องจากคุณสมบัติถ่านหินส่วนใหญ่ของเหมืองแห่งนี้มีค่าความร้อนไม่ตรงกับคุณสมบัติถ่านหินที่ใช้ในโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ ดังนั้น เหมืองแห่งนี้จึงไม่มีถ่านหินที่จะสามารถขายให้กับโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ได้

3. สำหรับประเด็น โกหกหลอกลวงเรื่องข้อมูลพลังงานไฟฟ้าสำรองไม่เพียงพอทั้งๆที่ล้นเกิน นั้น

          กฟผ. ขอเรียนว่า ในการวางแผนระบบไฟฟ้าจะต้องนำกำลังผลิตไฟฟ้าที่พึ่งได้ กล่าวคือ ผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ที่อยู่ในระบบเวลานั้น มาเป็นฐานในการคำนวณไฟฟ้าสำรอง โดยในปี พ.ศ. 2559 มีกำลังผลิตไฟฟ้าพึ่งได้ 39,063 เมกะวัตต์ ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) เท่ากับ 29,619 เมกะวัตต์ จึงมีปริมาณกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองร้อยละ 31.89 ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองกับประเทศอื่นๆ อาทิ ประเทศเยอรมนี ร้อยละ 111 ประเทศออสเตรเลีย ร้อยละ 65 ประเทศมาเลเซีย ร้อยละ 51 และประเทศจีน ร้อยละ 91 จะเห็นได้ว่าปริมาณกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศไทยก็ไม่ได้สูงเกินกว่าประเทศอื่นๆแต่อย่างใด

4. สำหรับประเด็นที่เสนอให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใช้เอง และเหลือขายคืนให้แก่การไฟฟ้า นั้น

          กฟผ. ขอเรียนชี้แจงว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี แต่ในขณะนี้ภาครัฐฯมีโครงการนำร่องผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคาเสรี ที่ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าติดตั้งแผงเซลแสงอาทิตย์บนหลังคาเพื่อผลิตไฟฟ้าไว้ใช้เอง แต่ไม่มีการขายกลับให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟน. และ กฟภ.) ซึ่งผู้ติดตั้งสามารถดำเนินการโดยไม่ต้องเข้าร่วมโครงการนี้ก็ได้ แต่ผู้ติดตั้งต้องทำเรื่องแจ้งต่อการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายเพื่อขออนุญาตติดตั้งและเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า และการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะเข้ามาตรวจสอบทางเทคนิค หากการตรวจสอบนี้ผ่านแล้วจึงจะอนุญาตให้ผู้ขอดำเนินการติดตั้งและเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าได้ หากตรวจสอบไม่ผ่านการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายก็จะไม่อนุญาต

          ทั้งนี้ ขอขอบคุณท่าน ที่ได้ติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด หากท่านมีความประสงค์ที่จะรับทราบข้อมูลในประเด็นใดๆ เพิ่มเติม กฟผ. ยินดีที่จะนำเสนอในโอกาสต่อไป หรือประสงค์จะส่งข้อมูลให้ กฟผ. ตรวจสอบข้อเท็จจริง กฟผ. จะยินดีอย่างยิ่ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะกรุณานำข้อมูลของ กฟผ. ข้างต้นเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบอีกทางหนึ่งด้วย

          ขอแสดงความนับถือ (นายศานิต นิยมาคม) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์การ ทำการแทน ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย