024.jpg

ชี้แจงหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ กฟผ. ดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายของแผน PDP2015 ซึ่งมีทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินและพลังงานหมุนเวียน

          ตามที่คอลัมน์สังคมข่าว หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 10 มีนาคม 2560 หน้า 5 นำเสนอในประเด็นกระแสทั่วโลกทยอยปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเนื่องจากปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และทรวงพลังงานจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่และเทพาให้ได้นั้น

20170502-PRE02-01

          กฟผ. ขอเรียนชี้แจงว่า การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่นั้น ทำตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2558-2579 (PDP 2015) ซึ่งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา อยู่ในแผนดังกล่าว ซึ่งแผน PDP ฉบับนี้ ได้คำนึงถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ โดยจะมีโรงไฟฟ้าสร้างใหม่ 57,459 เมกะวัตต์ (100%) แยกเป็นพลังงานหมุนเวียน 12,105 เมกะวัตต์ (21%) โรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด 7,390 เมกะวัตต์ (13%) ที่สำคัญการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตไฟฟ้า ในแผน PDP2015 ลดลงจากแผน PDP2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่สาม ถึงประมาณ 99 ล้านตันในปี 2573 (รายละเอียดตามเอกสารแนบ)

20170502-PRE02-02

          ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ของ กฟผ. มีการนำเทคโนโลยีสะอาดที่ทันสมัย ได้มาตรฐานสากล ประหยัดการใช้เชื้อเพลิงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ดำเนินการ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับและใช้งานอยู่จริงในนานาประเทศทั่วโลก เช่นเดียวกับเยอรมนี ญี่ปุ่น ที่แถลงว่าจำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน ด้วยเทคโนโลยีสะอาดในการผลิตไฟฟ้าประมาณร้อยละ 30 ในปัจจุบันและต่อไปในอนาคต ขณะเดียวกัน กฟผ. มิได้ดำเนินการโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างเดียว ยังดำเนินการวิจัยและส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกมาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปด้วยเพื่อรักษาระบบไฟฟ้าของประเทศให้มีความมั่นคง โดยวางแผนงานที่จะพัฒนาแหล่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้เป็นระบบที่มีความแน่นอน (Firm) ในรูปแบบ Hybrid โดยจับคู่แหล่งผลิตพลังงานทดแทนตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป ซึ่งจะทำให้แหล่งผลิตพลังงานทดแทนที่เดิมผลิตไฟฟ้าได้บางช่วงเวลาสามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ร่วมกับการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ด้วย

          จากสัดส่วนกำลังผลิตของประเทศตามแผน PDP 2015 ข้างต้นจะเห็นว่าพลังงานทดแทนได้เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น กฟผ. จึงได้ปรับแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนขององค์กร โดยอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ ให้ชัดเจน ก่อนนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเพื่อพิจารณาขอเพิ่มสัดส่วนที่ กฟผ. รับผิดชอบในแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 - 2579 (AEDP 2015) จากเดิม 500 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ของแผน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ กฟผ. ศึกษาแล้วว่ามีศักยภาพในการดำเนินการ

          กฟผ. ขอเรียนข้อมูลดังกล่าวเพิ่มเติมเพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อมูลอย่างรอบด้าน หากท่านมีความประสงค์ที่จะรับทราบข้อมูลในประเด็นใด ๆ เพิ่มเติม หรือประสงค์จะส่งข้อมูลให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กฟผ. จะยินดีเป็นอย่างยิ่ง

          ขอแสดงความนับถือ (นายศานิต นิยมาคม) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์การ ทำการแทน ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย