009.jpg

กฟผ. ทุ่มงบประมาณกว่า 1.6 พันล้านบาท พัฒนาส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมในพื้นที่โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา

          กฟผ. จัดพิธียกเสากังหันลมต้นแรก โครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน กระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าให้สมดุล พร้อมนำเทคโนโลยี Fuel cell เสริมศักยภาพการกักเก็บไฟฟ้าให้มั่นคงสามารถจ่ายไฟฟ้าทุกช่วงเวลา สอดรับนโยบาย Energy 4.0 ของกระทรวงพลังงาน

          วันนี้ (8 มิถุนายน 2560) นายศุภชัย ปิตะสุวรรณ ผู้ช่วยผู้ว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานในพิธียกเสากังหันลมผลิตไฟฟ้าโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 ต้นแรก โดยมีนายธีระชัย ลีโทชวลิต หัวหน้าโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 กฟผ. ทีมงานบริษัท Hydrochina Corporation บริษัทคู่สัญญา และผู้เกี่ยวข้องร่วมพิธี ณ อ่างพักน้ำตอนบนโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา อำเภอสีคิ้วและอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

         นายศุภชัย ปิตะสุวรรณ ผู้ช่วยผู้ว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้า กล่าวว่า "โครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 เป็นอีกหนึ่งโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากลม ที่ กฟผ. ดำเนินการขึ้นในพื้นที่ลำตะคอง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พลังงานลมมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้ามากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งจากเดิมมีอยู่ จำนวน 2 ตัว รวมกำลังผลิตสุทธิ 2.5 เมกะวัตต์ ให้มีความมั่นคงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ในพื้นที่โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนายังมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ เพื่อสะท้อนความมุ่งมั่นในการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าให้มีความสมดุล และกำลังดำเนินการสร้างศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ"

         สำหรับโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 ประกอบด้วย กังหันลมผลิตไฟฟ้า สำหรับความเร็วลมต่ำ ขนาดความสูงของเสา 94 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางใบพัด 116 เมตร จำนวน 12 ต้น ต้นละ 2 เมกะวัตต์ รวมขนาดกำลังผลิตสุทธิ 24 เมกะวัตต์ โดยมีวงเงินงบประมาณ 1,407 ล้านบาท พร้อมนำระบบพัฒนาเสถียรภาพในการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม (Wind Hydrogen Hybrid) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในรูปของก๊าซไฮโดรเจนและแปลงกลับมาเป็นพลังงานไฟฟ้าเมื่อต้องการใช้ ด้วยระบบ Fuel Cell ในวงเงินงบประมาณ 234 ล้านบาท มาเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้มีความมั่นคงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งระบบดังกล่าวสามารถใช้ทำ balancing คือการเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้จากกังหันลม ซึ่งมีความไม่แน่นอนแล้วนำมาจ่ายให้กับอาคารศูนย์เรียนรู้ด้านพลังงาน ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนในเชิงประจักษ์ ซึ่งสอดรับกับนโยบายทิศทางการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย (Energy 4.0) ของกระทรวงพลังงาน ในการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน พร้อมนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าวจะดำเนินการแล้วเสร็จและสามารถผลิตไฟฟ้าภายในปี 2560