Black Ribbon

014.jpg

กฟผ. และ NECTEC ลงนามสัญญาร่วมวิจัยพัฒนาและวิศวกรรม โครงการวิจัยพัฒนาชุดประกอบรถไฟฟ้าดัดแปลงและคู่มือดัดแปลง

         การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ลงนามสัญญาร่วมวิจัยพัฒนาและวิศวกรรม “โครงการวิจัยพัฒนาชุดประกอบรถไฟฟ้าดัดแปลงและคู่มือดัดแปลง (EV Kit & Blueprint Project)” ซึ่งเป็นโครงการวิจัยระยะที่ 2 มุ่งขยายผลไปสู่การดัดแปลงรถไฟฟ้ากับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ปรับปรุงรถไฟฟ้าดัดแปลงต้นแบบ และต่อยอดองค์ความรู้ในอนาคต

         วันนี้ (21 มิถุนายน 2560) นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาร่วมวิจัยพัฒนาและวิศวกรรม “โครงการวิจัยพัฒนาชุดประกอบรถไฟฟ้าดัดแปลงและคู่มือดัดแปลง (EV Kit & Blueprint Project)” โดยมี นายพฤหัส วงศ์ธเนศ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน กฟผ. กับ ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนาม ณ ห้องประชุม 201 อาคารสำนักผู้ว่าการ สำนักงานใหญ่ กฟผ. อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

         ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า ปัจจุบัน รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 ซึ่ง กฟผ. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตและการพัฒนานักวิจัย จึงได้มีการวิจัยและพัฒนาร่วมกันกับ สวทช. มาตั้งแต่ปี 2553 โดยมีเป้าหมายในการออกแบบชิ้นส่วนหลักรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะดัดแปลงรถยนต์สันดาปภายในที่มีอยู่ในท้องตลาดให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ปราศจากการใช้เครื่องยนต์ พร้อมทั้งสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยแบตเตอรี่ 100% โดยมีแผนดำเนินการ 3 ระยะ

         สำหรับการลงนามสัญญาร่วมวิจัยพัฒนาฯ ในครั้งนี้ เป็นการลงนามในโครงการวิจัยยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2560 - 2563 ได้แก่ “โครงการวิจัยพัฒนาชุดประกอบรถไฟฟ้าดัดแปลงและคู่มือดัดแปลง (EV Kit & Blueprint Project)” เพื่อมุ่งขยายผลไปสู่การดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้า EV กับรถยนต์รุ่นอื่นๆ เพื่อพัฒนาและนำไปใช้ได้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีเป้าหมายหลัก คือ การดัดแปลงรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine) หรือ รถยนต์ ICE ที่ใช้แล้วมีเครื่องยนต์ที่เสื่อมสภาพ ปลดปล่อยไอเสียคุณภาพต่ำ เสียงดัง และความร้อนจำนวนมากสู่สิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่สามารถกลับมาใช้งานได้ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการวิจัยนาน 30 เดือน ใช้งบประมาณในการวิจัยทั้งสิ้น ประมาณ 60 ล้านบาท โดย กฟผ. สนับสนุนงบประมาณในการวิจัย ประมาณ 25 ล้านบาท และ สวทช. สนับสนุนงบประมาณ 35 ล้านบาท

         ความท้าทายของโครงการนี้ คือ การวิจัยพัฒนาชิ้นส่วนหลักหลาย ๆ ส่วน ให้สามารถบูรณาการกันเพื่อ ลดความซับซ้อน ทำให้การปรับเปลี่ยนรถยนต์ ICE ให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า EV ได้ง่ายขึ้น ใช้เวลาน้อยลง โดยมุ่งลดต้นทุนในการดัดแปลงรถยนต์ไม่เกิน 200,000 บาท ไม่รวมแบตเตอรี่ รวมถึงพัฒนาต้นแบบภาคสนามชุดอุปกรณ์ดัดแปลง (Kit) พร้อมแบบทางวิศวกรรม (Blueprint) โดยการดำเนินงานวิจัยจะใช้รถยนต์ทั้งหมด จำนวน 4 คัน ได้แก่ รถยนต์ ECO จำนวน 2 คัน และรถยนต์ขนาดกลาง จำนวน 2 คัน ซึ่งคาดว่าประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อโครงการวิจัยนี้แล้วเสร็จ คือ กฟผ. จะนำรถยนต์ไฟฟ้า EV ทั้ง 4 คัน ทดสอบใช้งานเพื่อเก็บข้อมูลนำมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงรถไฟฟ้าดัดแปลงต้นแบบและต่อยอดองค์ความรู้ในอนาคต โดยจัดทำเป็นเอกสารคู่มือเพื่อเผยแพร่ให้ผู้ประกอบการ และจัดแสดงเพื่อสร้างความตระหนักและให้ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า EV กับสาธารณชน

         ทั้งนี้ โครงการวิจัยยานยนต์ ระยะที่ 1 (ระหว่างปี 2553 - 2559) ที่ดำเนินการเสร็จแล้วนั้น กฟผ. และ สวทช. ได้ดำเนินการดัดแปลงรถยนต์ 2 รุ่น คือ Honda Jazz และ Toyota Vios ปัจจุบัน สวทช. ได้ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า EV จากรถยนต์รุ่น Honda Jazz ให้กับ กฟผ. เพื่อนำไปใช้งานจริงแล้ว สำหรับการต่อยอดโครงการระยะที่ 2 ที่ลงนามในสัญญาร่วมวิจัยฯ ในวันนี้ เมื่อแล้วเสร็จจะดำเนินการโครงการวิจัยยานยนต์ ระยะที่ 3 (ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป) เมื่อสามารถพัฒนารถไฟฟ้าดัดแปลงที่มีต้นทุนต่ำได้เรียบร้อยแล้ว จะมีการขยายผลการพัฒนา เพื่อให้เกิดศูนย์บริการดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้า โดยจะมีการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดัดแปลงรถยนต์ใช้แล้วไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า EV

         “นอกจาก กฟผ. จะมีภารกิจหลักในการผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทยแล้ว กฟผ. ยังได้ตระหนักและให้ความสำคัญต่อการสนับสนุน และส่งเสริมให้มีการวิจัยที่เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ โดยร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยจากสถาบันการศึกษา หรือสถาบันวิจัยต่างๆ เพื่อพัฒนานักวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อยู่เสมอ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวในตอนท้าย