วานนี้ (วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๖) พล.ต.ท. วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน เป็นผู้แทนรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน และ นายอำนวย ทองสถิตย์ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน พร้อมด้วย นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิดโครงการส่งเสริมสาธิตการใช้เครื่องปรับอากาศระบบเก็บสะสมความเย็นด้วยสารทำความเย็น CHS Model Project for A Clathrate Hydrate Slurry Thermal Energy Storage Air Conditioning System (CHS) ณ สำนักงานกลาง กฟผ. บางกรวย

     พล.ต.ท. วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ร่วมมือกับองค์การพัฒนาพลังงานใหม่ และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (NEDO: New Energy and Industrial Technology Development Organization) แห่งประเทศญี่ปุ่น ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมและสาธิตการใช้เครื่องปรับอากาศระบบเก็บสะสมความเย็นด้วย สารทำความเย็น CHS โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๓ภายใต้กรอบระยะเวลาดำเนินโครงการรวมทั้งสิ้น ๓๖ เดือน ทั้งนี้ NEDO ได้มอบหมายให้บริษัท JFE Engineering Corporation จากประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ดำเนินโครงการของฝ่ายญี่ปุ่น โครงการนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก NEDO ๒๔๐ ล้านเยน (ประมาณ ๙๓.๖ ล้านบาท) โดย กฟผ.รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์ ๑๓ ล้านบาท

     นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ได้นำระบบ CHS มาติดตั้งที่อาคารสำนักงานใหญ่ กฟผ. ด้วยขนาดความจุความเย็น ๑,๐๐๐ ตันต่อชั่วโมง สามารถจ่ายโหลดทำ ความเย็นให้อาคารได้ตั้งแต่ ๑๒๐-๓๗๐ ตันความเย็น เป็นเวลา ๓-๘ ชั่วโมง ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สามารถลดพื้นที่ติดตั้งและลดการใช้พลังงานในระบบกักเก็บความเย็นลงได้ เมื่อเปรียบเทียบกับระบบกักเก็บความเย็นแบบน้ำเย็นและแบบน้ำแข็ง ซึ่งระบบดังกล่าว จะผลิตความเย็นเก็บไว้ในช่วงเวลากลางคืน ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมของประเทศต่ำ และนำความเย็นกลับมาใช้ในช่วงเวลากลางวัน ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมของประเทศสูง เป็นการลดความต้องการใช้ไฟฟ้า ซึ่งในภาพรวมจะเป็นผลต่อเนื่องให้ประเทศลดภาระการลงทุนด้านการจัดหาแหล่งพลังงาน และการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เป็นการตอบสนองยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนจากการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่อีกทางหนึ่ง

     “หากผลการศึกษานำไปสู่การพัฒนาการผลิตอุปกรณ์บางส่วนขึ้นในประเทศ จะเป็นการลดต้นทุนการติดตั้งได้ และสามารถเผยแพร่ให้แก่ภาคส่วนอื่นๆ ในอนาคต โดยคาดการณ์ว่าระบบนี้สามารถทดแทนการใช้พลังงานในระบบปรับอากาศอาคารได้ร้อยละ ๓๐ และหากอาคารธุรกิจในประเทศไทยกว่าร้อยละ ๓๕ เปลี่ยนมาใช้ระบบดังกล่าว จะสามารถลดความต้องการใช้ไฟฟ้าได้ถึง ๘๐๐ เมกะวัตต์” นายสุทัศน์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวทิ้งท้าย