วงเสวนา วสท. หนุนใช้โซลาร์รูฟท็อปพร้อมระบบเก็บกักพลังงาน แต่รัฐต้องเตรียมไฟฟ้าสำรอง และค่าไฟฟ้าไม่กระทบประชาชน

         นักวิชาการและผู้แทนสภาอุตสาหกรรม หนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะโซลาร์รูฟท็อป และพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน เชื่อแนวโน้มมาแรงเพราะราคาถูกลง และประเทศไทยมีแดดดี แต่ภาครัฐต้องเตรียมความพร้อมรองรับทั้งด้านนโยบาย และไฟฟ้าสำรองอย่างเพียงพอ เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางพลังงาน และค่าไฟฟ้าไม่กระทบต่อประชาชน

20170718 ART01 06

         เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) จัดเสวนา เรื่อง “โซลาร์รูฟท็อป จะพลิกโฉมระบบไฟฟ้าอย่างไร” โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ปิติ สุคนธสุขกุล ประธานอนุกรรมการสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินรายการ มีนักวิชาการ ผู้แทนสภาอุตสาหกรรม และผู้สนใจพลังงานแสงอาทิตย์เข้าร่วมจำนวนมาก

20170718 ART01 02

การพัฒนา RE ควรพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองด้วย

         ดร.บุญรอด สัจจกุลนุกิจ นักวิชาการด้านพลังงานทดแทนอิสระ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable - RE) ในการผลิตไฟฟ้าร้อยละ 14 ส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าของโลกคิดเป็นร้อยละ 24.5 ทั้งนี้ พลังงานทดแทนยังมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ (combined cycle) แต่แนวโน้มการผลิตพลังงานจากโซลาร์เซลล์ มีต้นทุนลดลงมากที่สุด

         สำหรับการพัฒนาและส่งเสริมการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์โดยใช้แผงโซลาร์เซลล์ (PV) ในประเทศไทย ตามแผน AEDP 2015 มีเป้าหมายมากถึง 6,000 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันประเทศสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว 2,651 เมกะวัตต์

         ส่วนศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของไทยมากถึง 50,000 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ แนวคิดการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนจะต้องมองถึงศักยภาพแหล่งพลังงานว่า ตำแหน่งที่ตั้งที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ธรรมชาติ มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด จากนั้นก็นำเข้าเทคโนโลยีบางส่วน และพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองเพื่อเพิ่มศักยภาพ โดยความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะทำให้การใช้พลังงานหมุนเวียนที่ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด มีความมั่นคงด้านพลังงาน ทดแทนการนำเข้า เป็นการสร้างอุตสาหกรรม สร้างงาน และรายได้ให้แก่ประเทศ

ติดตั้ง PV ใช้เองคุ้มค่า เมื่อใช้ไฟฟ้ากลางวันมาก

     จากการประเมินการติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อปของประชาชน มีความคุ้มค่าในการลงทุนสำหรับผู้ใช้ไฟมากกว่าเดือนละ 150 หน่วย หรือค่าไฟมากกว่า เดือนละ 470 บาท และมีความต้องการใช้เวลากลางวัน ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจาก PV ยังสูงกว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ แต่มีต้นทุนต่ำกว่าราคาไฟฟ้าขายปลีก ดังนั้น ไม่ว่ารัฐจะมีมาตรการสนับสนุนหรือไม่ การใช้โซลาร์รูฟท็อป ยังสามารถขยายตัวได้ตามกลไกตลาด รัฐจึงต้องปรับปรุงระบบข้อมูลให้ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง เพื่อกำหนดทิศทาง นโยบายในการกำกับ สนับสนุนและส่งเสริมอย่างเหมาะสม

แนะรัฐแยกนโยบายโซลาร์ฟาร์มและโซลาร์รูฟท็อปออกจากกัน

 ทั้งนี้ หากภาครัฐจะมีมาตรการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องปรับปรุงระบบข้อมูลที่ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายในการกำกับสนับสนุนด้านพลังงาน ที่จะทำให้ประเทศไทยมีค่าไฟฟ้าอย่างเหมาะสม

     ในเรื่องของความมั่นคงด้านพลังงาน ขณะนี้น่าเป็นห่วง เนื่องจากโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ก็ยังไม่สามารถขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หากสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนมากเกิน ก็จะมีปัญหากับระบบสายส่ง ซึ่ง กฟผ. ต้องปรับปรุงค่อนข้างมาก หรือต้องมีการบริหารจัดการที่ดี นอกจากนี้ นโยบายของภาครัฐต้องแยกโซลาร์รูฟท็อปกับโซลาร์ฟาร์มออกจากกัน เพราะโซลาร์ฟาร์มใช้พื้นที่มาก แตกต่างจากพื้นที่อยู่อาศัยที่ตั้งอยู่บนหลังคาจะทำให้ไม่มีประเด็นเรื่องการแย่งพื้นที่ ซึ่งทั้งสองแบบนี้ธรรมชาติแตกต่างกันชัดเจน ภาระรับผิดชอบของภาครัฐก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

20170718 ART01 03

เอกชนขานรับนโยบายโซลาร์รูฟเสรี

      คุณสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานคลัสเตอร์พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 150 บริษัท กล่าวว่า จากการคำนวณรังสีรวมของดวงอาทิตย์รายวันเฉลี่ยต่อปีของพื้นที่ทั่วประเทศพบว่า มีค่าเท่ากับ 18.2 เมกะจูล/ตารางเมตร-วัน แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ดี แต่ไม่ได้ดีที่สุด ทั้งนี้ มติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กพช.) เห็นชอบโครงการส่งเสริมการติดตั้งโซล่าร์รูฟอย่างเสรี โดยเน้นให้เป็นการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองในบ้านอาคาร และโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก แล้วจึงขายไฟฟ้าส่วนที่เกินให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายให้น้อยที่สุด โดยราคารับซื้อไฟฟ้าจะต้องไม่ก่อภาระต่อประชาชน

โรงงานขนาดใหญ่ 1 ใน 4 สนใจผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ใช้เอง

        โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ในสภาอุตสาหกรรมฯ มีทั้งสิ้น 10,000 บริษัท โดยเฉลี่ยจะมีโรงงานประมาณ 1 ใน 4 มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงถึงเดือนละกว่า 3 ล้านบาท หรือประมาณ 2,500 โรงงาน ถ้าคิดเป็นสัดส่วนโรงงานที่มีศักยภาพ และมีความสนใจที่จะลดต้นทุนในการใช้ไฟฟ้า กับทางกลุ่มบริษัทฯ ในสัดส่วนเพียงร้อยละ 10 จะทำให้มีตลาดรองรับถึง 250 เมกะวัตต์ต่อปี หรือมีมูลค่าการลงทุนกว่า 11,250 ล้านบาท ทั้งนี้ การลงทุนสามารถดำเนินงานได้เลยโดยไม่ต้องรอโควต้าจากภาครัฐ หรือตรวจสอบสายส่งว่าว่างหรือไม่ว่าง เนื่องจากเป็นการจำหน่ายให้โรงงานโดยตรง และเป้าประสงค์เพื่อตัดการใช้ไฟฟ้า TOU (Time of Use Rate อัตราค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาการใช้) และควบคุมค่าไฟฟ้าในอนาคต

การไฟฟ้าต้องเตรียมสำรองไฟฟ้าด้วย

       อย่างไรก็ตาม ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (พีค) มีโอกาสพุ่งสูงถึง 30,000 เมกะวัตต์ มองว่าในอนาคต ผู้ใช้ไฟฟ้าจะกลายเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าโดยโซล่าเซลล์ หากมีมากๆ เช่น มี 1,000 เมกะวัตต์ กฟผ. ก็จะต้องสำรองไฟฟ้า 1,000 เมกะวัตต์ เวลาชัตดาวน์จะได้เข้ามาเสริมทันที ซึ่งก็จะคล้ายๆ เทคโนโลยี Energy Storage เหมือนต้องมีโรงไฟฟ้าไว้สำรอง เพื่อมาสำรองไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน รวมไปถึงการสำรองไฟฟ้าในระบบของ กฟผ. ให้มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น

      “ช่วงนี้เป็นช่วงที่ปรับจูนสร้างความเข้าใจกับ backup rate เพราะมันถึงเวลาที่จะต้องทำแล้ว แล้วเราจะต้องปรับตัวยังไง ในอนาคตเชื่อว่าโซลาร์ฟาร์มจะไม่เกิดแล้ว โซลาร์เสรีจะมีเพียงโซลาร์รูฟ แบ่งแป็น อุตสาหกรรม และบ้าน ซึ่งภาครัฐต้องทำโซลาร์เสรีให้มีความชัดเจน”

      นอกจากนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำเป็นต้องเตรียมไฟฟ้าสำรองไว้สำหรับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด เช่น หากประเทศมีความต้องการใช้สูงสุด 30,000 เมกะวัตต์ กฟผ. จำเป็นจะต้องเตรียมไฟฟ้าไว้อย่างน้อย 35,000 เมกะวัตต์ ไม่ใช่แค่ 30,000 เมกะวัตต์ เพราะหากเกิดมีไฟฟ้าใช้เพิ่มขึ้นเพียง 1,000 เมกะวัตต์ และไม่พอจะทำให้ไฟฟ้าดับเป็นลูกโซ่ไปทั่วประเทศ”

20170718 ART01 04

ไม่มีเทคโนโลยีใดในโลกไม่มีข้อเสีย

       ด้าน ดร.ประเสริฐ ตปนียางกูร กรรมการสภาวิศวกร กล่าวยอมรับว่า ไม่มีใครปฏิเสธว่าโซลาร์เซลล์เป็นพลังงานที่สะอาด และเป็นพระเอกในสายตา แต่ไม่มีเทคโนโลยีใดในโลกไม่มีข้อเสีย เช่น การผลิตพลังงานจากโซลาร์เซลล์ก็พบว่า ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศ 22 กรัมต่อหน่วย ซึ่งขณะนี้โรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ. ไม่ว่าจะเป็นที่กระบี่หรือเทพา ล้วนเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ลม น้ำ ก็ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ค่อนข้างน้อยถึงน้อยมากกว่าโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ ดังนั้นในฐานะที่เป็นวิศวกรขอเชียร์อันดับหนึ่ง คือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฉะนั้นเราต้องพยายามขับเคลื่อน สร้างความรู้ความเข้าใจ ให้กับผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินนโยบายพลังงานของประเทศต่อไป

จะใช้ RE 100% ต้องมีความพร้อมของ backup

       ประเทศไทยจะใช้ RE 100% ได้หรือไม่ ต้องกลับมาถามตัวเองว่าเรามีความพร้อมกับระบบไฟฟ้าสำรอง (Backup) แล้วหรือยัง ยกตัวอย่าง ในประเทศเยอรมัน มีการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% แต่เขามีระบบสำรอง 150% ซึ่งถ้าหากอยากให้พลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานหลัก เราต้องมีความพร้อมของ backup ด้วย นอกจากนี้ เราต้องเอาความจริงมาพูดกันว่า เราจะยอมจ่ายค่าไฟที่สูงขึ้นด้วยได้หรือไม่ ซึ่งเยอรมัน หากใช้นิวเคลียร์จะจ่ายค่าไฟฟ้าประมาณ 3 บาท ใช้พลังงานหมุนเวียนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าประมาณ 13.60 บาท แล้ว NGO ยอมจ่ายในราคานี้ได้หรือไม่

โซลาร์เซลล์ก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

        “โซลาร์ฟาร์มดูสวยงามก็จริง แต่รู้หรือไม่ว่าแผงโซลาร์เซลล์ส่วนใหญ่มีอายุการใช้งานได้ไม่เกิน 10 ปี ซึ่งแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุแล้ว จะก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมมากมาย ทั้งก๊าซเรือนกระจกในรูปแบบของคาร์บอนไดออกไซด์ โดยองค์ประกอบของแผงจําพวกโลหะหนัก เช่น แคดเมียม ตะกั่ว เทลลูเลียม อินเดียม แกลเลียม อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แหล่งน้ำและอาหารในอนาคตได้ ดังนั้นภาครัฐควรจะต้องมีการเตรียมจัดการแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่หมดอายุอย่างเหมาะสม”

        เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงพลังงานได้สนับสนุนงบประมาณจำนวนกว่า 600 ล้านบาท เพื่อให้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) วิจัยเรื่องระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Energy Storage เนื่องจากมองว่า การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ยังไม่มีเสถียรภาพ จึงอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อนำระบบกักเก็บพลังงานมาเป็นพลังงานสำรอง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสะอาดสามารถจ่ายไฟได้อย่างเสถียรภาพ

20170718 ART01 05

แนะภาครัฐเตรียมพร้อมทุกด้านรับ RE ไม่ให้กระทบประชาชน

        ในด้านความมั่นคงด้านพลังงานมองว่า 3 การไฟฟ้า ต้องมีความพร้อมรองรับพลังงานแสงอาทิตย์ที่กำลังจะเข้ามา ทั้งการ วิจัย พัฒนา จัดการแบบไหน อย่างไร ใครเป็นคนจ่าย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน โดยต้องมีโรดแมปที่ชัดเจน จับต้องได้ ซึ่งเชื่อว่าภาครัฐก็มีเป้าหมายและแผนแล้ว แต่ต้องเปิดเผยให้ภาคเอกชน ประชาชนได้ทราบ เพราะไม่อยากให้เกิดขึ้นเหมือนในอดีตอีกที่มีการเพิ่มต้นทุนค่าไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนโดยไม่จำเป็น นับเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในระบบพลังงานทดแทนและไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก เพราะทุกอย่างเป็นต้นทุนของประชาชน และอยู่ในภาษีอากร

      “การที่จะเข้าสู่ประเทศแห่งพลังงาน 4.0 ได้ กฎหมายต้องคล่องตัว ปฏิบัติได้ไม่เป็นอุปสรรค แนวทางในอนาคตอยากให้รัฐบาลเปิดเสรี โปร่งใส ตรวจสอบได้ และขณะนี้ ปตท. กำลังจะสร้างแบตเตอรี่หรือระบบเก็บกักพลังงานในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีมาก อนาคตข้างหน้ารัฐบาลหรือใครก็ตาม ต้องเตรียมความพร้อมในการรีไซเคิล สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องจับตาอย่างละเอียดและเร่งด่วนที่สุด”