Black Ribbon

โซลาร์รูฟท็อป กับการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจไฟฟ้า

         จากกระแสความสนใจของสังคมเกี่ยวกับการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่กำลังมาแรง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จึงได้จัดงานเสวนา “โซลาร์รูฟท็อป กับการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจไฟฟ้า” ขึ้นในเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยได้เชิญหลายภาคส่วนเข้ามาร่วมแบ่งปันมุมมองในประเด็นดังกล่าวอย่างหลากหลาย ทั้งจากผู้กำกับดูแล นักวิจัย ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับความเปลี่ยนแปลงนี้

         ผู้แทนสภาอุต จี้อยากให้เปิดเสรีซื้อขาย

         คุณสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าที่สูง ขณะเดียวกัน ราคาของโซลาร์ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ราคาลดลงไปมากถึงร้อยละ 99 การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ต้นทุนอยู่ที่ 30 เซนต์/หน่วยเท่านั้น การลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

         ในอนาคต หากมีการติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองจะช่วยลดค่าไฟฟ้าของโรงงานอุตสาหกรรมได้ราว 1 ใน 3 เพราะ โรงงานจะผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ในช่วง On Peak ที่เป็นช่วงที่ค่าไฟฟ้ามีราคาสูง (อัตราค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาของการใช้ หรือ TOU Rate ราคาจะสูงกว่าในช่วง Peak หรือ 9.00-22.00 น.) ซึ่งจะลดการใช้ไฟฟ้าจากระบบไปได้ พร้อมเชื่อว่า ในอนาคตอัตราค่าไฟฟ้าแบบ TOU จะใช้ควบคู่กันทั้งภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน

         อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวไม่ได้ติดขัดที่การไฟฟ้าจะมาลงทุนในธุรกิจโซลาร์ อยากให้เปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้า สามารถรับซื้อ และขายได้ หรืออย่างน้อยต้องใช้ Net Metering ได้ ส่วนค่า Backup Rate ทางภาคอุตสาหกรรมยินดีจ่าย แต่ต้องเหมาะสม และต้องแจกแจงให้ชัดเจน

         อสังหาฯ รุกติดโซลาร์เซลล์ตามครัวเรือน

         ไม่เพียงแต่ภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เองก็เริ่มเล็งเห็นการลงทุนในจุดนี้ เช่น เสนา ดีเวลอปเมนต์ ได้โปรโมทขายบ้านที่มีการติดโซลาร์เซลล์ควบคู่ไปด้วย

         ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บ้านของเสนาที่เริ่มขายตั้งแต่ปี 2559 จะติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปทั้งหมด โดยได้แรงบันดาลใจมาจากปี 2554 มาจากเหตุการณ์น้ำท่วม ซึ่งก็พบว่า บ้านที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะจ่ายค่าไฟฟ้าต่ำกว่า แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนของความต้องการใช้ที่อาจไม่เท่ากันในแต่ละเดือน ซึ่งตัวเลขนี้จะเห็นได้ชัดสำหรับบ้านที่เป็นลักษณะของ Home Office มากกว่า แต่ก็เห็นแนวโน้มว่า เมื่อโซลาร์มีราคาถูกลง ภาคครัวเรือนมีโอกาสใช้โซลาร์รูปท็อปมากขึ้นด้วย

         อย่างไรก็ตาม เรื่องที่สำคัญมากสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปใช้เองคือ การที่ให้ธนาคารปล่อยกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำให้กับผู้ซื้อบ้านที่ติดโซลาร์รูฟท็อป เนื่องจากเป็นการลงทุนล่วงหน้าที่มีการคืนทุนในระยะยาว ทว่า การซื้อโซลาร์รูฟท็อปพร้อมกับบ้านมีความคุ้มค่าในเชิงการลงทุนมากกว่าการติดตั้งโซลาร์รูปท็อปในภายหลัง

         แนะศึกษาผลกระทบในจุดที่ติดตั้งโซลาร์มาก

         นายวีระพล จิระประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า อัตราการเติบโตของโซลาร์ฟาร์ม และโซลาร์เซลล์มีมาก ทว่า ผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปยังจดแจ้งไม่ครบทุกราย ซึ่ง กกพ. กำลังดำเนินการรวบรวมข้อมูลให้การไฟฟ้า จึงยังไม่ทราบปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่ชัดเจน แต่ยังมีปริมาณไม่มาก ซึ่งยังไม่กระทบกับ กฟผ. โดยขณะนี้ กกพ. กำลังให้หน่วยงานต่างๆ ไปศึกษาแนวคิดการเก็บค่าไฟฟ้าสำรอง แต่ส่วนตัวยังไม่เห็นด้วย เพราะยังมีข้อจำกัดมาก ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากได้ข้อสรุปจะจัดรับฟังความคิดเห็นอีกครั้งตามกฎหมาย

         อย่างไรก็ตาม จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแม้จะยังไม่กระทบกับ กฟผ. แต่ กฟผ. ต้องเตรียมการผลิตไฟฟ้าให้พร้อมเสมอ และในระหว่างนี้ ควรศึกษาผลกระทบในจุดที่ติดตั้งโซลาร์ในปริมาณมาก เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยอื่นๆ รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก

         ขณะเดียวกัน นายวีระพลระบุว่า ต้นทุนค่าไฟฟ้านั้นสูงขึ้นแน่นอน แต่สำหรับรายเล็กที่ติดจำนวนไม่มาก ไม่น่าจะมีผลกระทบกับต้นทุนค่าไฟฟ้ามากนัก แต่สำหรับรายใหญ่ที่ติดตั้งจำนวน 5 เมกะวัตต์ขึ้นไป ควรจะนำมาศึกษาผลกระทบว่ามีผลต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าเท่าไหร่

         เตือนรับมือ ระบบไฟฟ้าจะผันผวน-แนะปรับโครงสร้างค่าไฟ

         ด้าน ดร.วิชสินี วิบุลผลประเสริฐ และ ภวินทร์ เตวียนันท์ นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า โซลาร์รูฟท็อปมีต้นทุนลดต่ำลง จึงมีผู้ติดตั้งมากขึ้น ทว่า ขณะนี้ ประเทศไทยสัดส่วนของผู้ติดตั้งยังไม่มาก โดยยังไม่ถึงร้อยละ 1 ของความต้องการไฟฟ้า จนส่งผลกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าจนต้องมีการเก็บค่าไฟฟ้าสำรอง หรือการเพิ่มขึ้นการลงทุนในระยะสั้น โดยได้ยกตัวอย่าง Lawrence Berkeley National Lab ที่ศึกษาพบว่า ผลกระทบต่อการไฟฟ้าและราคาไฟฟ้าจะเริ่มชัดเจนเมื่อการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟเกิน 10% ของความต้องการไฟฟ้า

         กระนั้นก็ตาม ดร.วิชสินี ระบุว่า หากโซลาร์รูฟท็อปเข้ามาในปริมาณมากจะเปลี่ยนรูปแบบความต้องการไฟฟ้าในแต่ละวัน โดยความต้องการช่วงกลางวันจะลดลง ขณะที่การใช้ไฟฟ้าช่วงกลางคืนเท่าเดิม ซึ่งทำให้การไฟฟ้าต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนในระบบที่จะเกิดขึ้น โดยต้องมีโรงไฟฟ้าปรับเพิ่ม-ลดกำลังผลิตให้เพียงพอต่อการใช้งานตลอดเวลา

         อีกปัจจัยหนึ่งที่การไฟฟ้าจะได้รับผลกระทบจากโซลาร์ รูฟท็อปที่เพิ่มขึ้น คือ การขายหน่วยของไฟฟ้าที่จะลดลง ดร. วิชสินีจึงได้แนะนำว่า ควรปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าให้สะท้อนความเป็นจริงเพื่อลดผลกระทบต่อผู้ผลิต รวมถึงเป็นธรรมกับผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยแยกคำนวณต้นทุนค่าไฟฟ้าแต่ละประเภท ทั้งต้นทุนคงที่ ต้นทุนผันแปร และต้นทุนกำลังการผลิตไฟฟ้า ออกจากกัน และคิดค่าไฟฟ้าแต่ละช่วงเวลาให้ละเอียดมากขึ้น จากเดิมที่ปัจจุบันใช้ต้นทุนผันแปรในการชดเชยต้นทุนค่าไฟฟ้าทั้งหมด

         ใช้เทคโนโลยีช่วยการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า

         ขณะเดียวกัน ควรนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Smart Grid ระบบพยากรณ์ความต้องการ รวมไปถึงระบบกักเก็บพลังงาน เข้ามาใช้ในระบบไฟฟ้า เพื่อช่วยในการบริการจัดการระบบไฟฟ้า และลดการลงทุนที่ไม่จำเป็นลงไป เพื่อลดต้นทุนของการไฟฟ้า ส่วนการมองหาการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจของการไฟฟ้า เพื่อชดเชยรายได้ที่ลดลง ซึ่งการไฟฟ้าในต่างประเทศก็ปรับตัวในธุรกิจกันแล้ว ที่ได้ปรับบทบาทการไฟฟ้าเป็นผู้ให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา ออกแบบ และเป็นตัวกลางระหว่างผู้ใช้ไฟฟ้า และบริษัทผู้ติดตั้ง หรือให้บริการเชื่อมต่อแหล่งกำเนิดไฟฟ้าย่อยกับโครงข่ายไฟฟ้า

         ดร. วิชสินี ยังได้แสดงความคิดเห็นว่า ในอนาคต หากโซลาร์รูปท็อปมีมากขึ้น การไฟฟ้าควรพิจารณาทางเลือกค่าไฟฟ้าสำรอง ควบคู่กับการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุน อย่างในต่างประเทศได้มีค่าไฟฟ้าหลากหลายแบบเพื่อรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่น การปรับค่าบริการคงที่รายเดือน การกำหนดค่าใช้ไฟฟ้าต่อหน่วยที่แปรผันตามเวลา และเก็บค่าพลังงานไฟฟ้ากับคนทุกกลุ่ม ขณะที่ ผู้กำกับดูแลควรเปิดโอกาสให้การไฟฟ้ามีส่วนร่วมในธุรกิจเกี่ยวกับการจัดการพลังงาน และพลังงานทดแทนมากกว่าเดิม

         ต้องมีโรงไฟฟ้าที่สามารถปรับ-ลดกำลังผลิตได้รวดเร็ว

          ด้านของนักวิชาการผู้จัดทำโครงการนำร่องโซลาร์รูฟท็อปเสรี รศ.ดร.กุลยศ อุดมวงศ์เสรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะช่วยลดความต้องการไฟฟ้าในช่วงกลางวัน แต่อาจก่อให้เกิดความผันผวนในระบบไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่ง กฟผ. จะต้องเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าที่ต่อเนื่องและรวดเร็วเพิ่มขึ้น จึงอาจต้องปรับแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าให้มีโรงไฟฟ้ากังหันแก๊สที่เดินเครื่องได้เร็วเพิ่มขึ้นแทน ทว่า โรงไฟฟ้าแบบดังกล่าวก็มีต้นทุนมากขึ้นด้วย

         ระบบจำหน่ายต้องปรับปรุงอุปกรณ์ ป้องกันแรงดันสูงเกิน

         นอกจากนี้แล้ว การมีโซลาร์รูฟท็อปในปริมาณมากก็อาจกระทบกับระบบจำหน่ายไฟฟ้า เนื่องจากการเข้ามาของโซลาร์รูฟท็อปในระบบจำหน่ายจะทำให้แรงดันไฟฟ้าสูงขึ้นจนอาจเกินค่ามาตรฐาน และก่อให้เกิดปัญหาด้านคุณภาพไฟฟ้า อีกทั้งหากมีมากเกินไปจะทำให้ไฟไหลย้อนกลับเข้าไปในระบบไฟฟ้า ซึ่งการไหลย้อนกลับของกำลังผลิตไฟฟ้าที่วิ่งไปในระหว่างทางก็จะมีการสูญเสีย (lost) ในสายทองแดงอีกด้วย รวมถึงอาจต้องปรับอุปกรณ์บางชนิด เพื่อป้องกันปัญหา Over Capacity ซึ่ง กฟน. และ กฟภ. หรือการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ต้องรักษาแรงดัน เพื่อป้องกันผลกระทบเหล่านี้

         ขณะเดียวกัน ดร.กุลยศ ยังระบุถึงการผลิตไฟฟ้าใช้เองต่างกับการประหยัดไฟฟ้าตรงที่ เพราะ การผลิตไฟฟ้าใช้เอง การผลิตไฟฟ้าใช้เองก่อให้เกิดความไม่แน่นอนต่อระบบไฟฟ้ามากกว่าการประหยัดไฟฟ้า