สัมภาษณ์พิเศษ ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม "MOVE BEYOND ENERGY 4.0 กับอนาคตของ กฟผ. ที่ต้องก้าวไปให้ไวกว่า..."

EXECUTIVE INTERVIEW

ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม

ปลัดกระทรวงพลังงาน  และประธานกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

MOVE BEYOND ENERGY 4.0 กับอนาคตของ กฟผ. ที่ต้องก้าวไปให้ไวกว่า...

20170810 art01 01

         เพื่อให้เราขยับเข้าใกล้นโยบาย ENERGY 4.0 กันให้ถึงแก่น EGAT Biznews ฉบับนี้ จึงไม่พลาดที่จะพาทุกท่านมาพูดคุยแบบ Exclusive กับ ดร.อารีพงศ์  ภู่ชอุ่ม ในบทบาทปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยเฉพาะเบื้องลึกในการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนพลังงานชาติ ตลอดจนแนวทางการปรับตัวของ กฟผ. ที่วันนี้ต้องก้าวให้ไวเพื่อสนองนโยบาย ENERGY 4.0

​ 

ปรับนโยบายพลังงานใหม่ให้ทันโลก 

20170810 art01 02

          “ เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน นโยบายของเราก็ควรต้องปรับตามให้ทันด้วยเช่นกัน” 

         ดร.อารีพงศ์ เริ่มบทสนทนาด้วยเรื่องการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security) และเป็นพื้นฐานสำคัญต่อแนวนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามวิสัยทัศน์ THAILAND 4.0  กระทรวงพลังงานจึงได้ออกแนวนโยบาย ENERGY 4.0 มารองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้พลังงานของประเทศในอนาค

20170810 ART01 06

รถยนต์ EV นวัตกรรมยานยนต์ที่ทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้า

         “ENERGY 4.0 คือ ทิศทางในการดำเนินนโยบายพลังงานของชาติ ที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการด้านพลังงานกับภาคประชาชนและภาคธุรกิจของประเทศ ถ้าให้ผมเปรียบเทียบ ENERGY 4.0 ให้เข้าใจง่าย ๆ ให้เราเปรียบประเทศไทยเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีไมโครชิปประมวลผลอยู่ด้านใน ซึ่งนั่นก็คือ ตัวนโยบายกำกับการดำเนินการ การจะทำให้คอมพิวเตอร์ของเราทำงานรวดเร็วขึ้นได้ เราก็ต้องเปลี่ยนไมโครชิปตัวนี้ให้เป็นรุ่นใหม่ เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด โดยไมโครชิป ENERGY 4.0 ตัวนี้ จะมีอยู่สองเรื่องหลัก ๆ คือ หนึ่ง มุ่งปรับปรุงและพัฒนาสิ่งที่เราทำอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น และ สอง เน้นดัดแปลงเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงเทรนด์ใหม่ ๆ ของโลกมาประยุกต์ หัวใจของ ENERGY 4.0 จึงอยู่ที่การพัฒนากระบวนการทำงานด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม”

20170810 ART01 05

โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแก โครงการวิจัยการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 4 ประเภท

 

นำพา กฟผ. เดินหน้า ENERGY 4.0  

         ในฐานะปลัดกระทรวงพลังงานแล้ว ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ยังสวมหมวกประธานกรรมการ กฟผ. กำหนดแนวนโยบายและแนวทางการดำเนินกิจการของ กฟผ. ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นคน กฟผ. ตื่นตัวและขานรับนโยบายนี้กันอย่างพร้อมเพรียง และเริ่มเห็นการปรับตัวตามครรลองใหม่ ทั้งด้านการพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าและด้านการดูแลระบบส่งไฟฟ้า

         “นี่เป็นจังหวะที่ดีที่ กฟผ. จะได้ย้อนกลับมาทบทวนภารกิจหลัก และขบคิดกันเพื่อหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าลดลง ไม่ให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อประชาชนในอนาคต”

         Less is More, Small is Beautiful บริบทใหม่การสร้างโรงไฟฟ้า ประธานกรรมการ กฟผ. ได้กล่าวถึงกรอบการดำเนินงานที่ต้องเดินควบคู่กัน กล่าวคือ การกระจายการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ให้ใกล้กับพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าให้มากที่สุด และการเลือกประเภทเชื้อเพลิงที่มีความสอดคล้องต้องกัน

20170810 ART01 04

 โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จ.แม่ฮ่องสอน ตัวอย่างแม่แบบโครงการในการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่

         “ก่อนอื่นเลย เราต้องกำหนดพื้นที่ในการสร้างให้ชัดเจนโดยดูจากโหลดการใช้ไฟฟ้าแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ หลักการคือ สร้างโรงไฟฟ้ากระจายไปให้ใกล้กับบริเวณที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าให้มากที่สุด หรือที่เรียกว่า Distributed Generation (DG) ซึ่งแนวทางนี้จะส่งผลถึงยุทธศาสตร์การลงทุนด้านระบบส่ง ทำให้เราไม่จำเป็นต้องสร้างสายยาวมากนัก ถ้าเราใช้โมเดลนี้เข้ามาจะทำให้ไม่ต้องแบกรับต้นทุนเรื่องสร้างระบบส่งสายยาว จะช่วยให้การกำหนดทิศทางและการบริหารพลังงานของประเทศในอนาคตมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียนซึ่งมีข้อดีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 และที่สำคัญยังช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศได้อีกทางหนึ่ง”

 

New Generation of Renewable Energy

         ความแพร่หลายของพลังงานหมุนเวียนในยุโรปและอเมริกา เอื้อให้ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเยอรมนีนำพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์และลมมาผลิตไฟฟ้าเสริมระบบได้นับหมื่นเมกะวัตต์ นับเป็นตัวอย่างที่ดีของการนำความได้เปรียบทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานมาใช้ จากการเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีผลผลิตและวัตถุพลอยได้ทางการเกษตร อาทิ แกลบ ชานอ้อย ซังข้าวโพด และทะลายปาล์ม อยู่มากมาย

         ​“การกำหนดประเภทของโรงไฟฟ้าที่จะสร้างนั้นก็ต้องพิจารณาศึกษาข้อมูลประกอบด้วยว่าบริเวณนั้น ๆ เหมาะสมกับเชื้อเพลิงประเภทไหน พื้นที่นั้นมีการทำการเกษตรอะไรเป็นฐานอยู่บ้างหรือเปล่า ซึ่งทางกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานได้สำรวจและจัดทำแผนที่รายภาคออกมาแล้ว เพื่อดูศักยภาพในแต่ละพื้นที่ของประเทศในเรื่องความสามารถในการจัดการพลังงานด้วยตนเองว่าเป็นอย่างไร มีการเพาะปลูกอะไรอยู่บ้าง เพื่อจะนำผลผลิตทางเกษตรพื้นถิ่นรวมถึงกากที่เหลือนั้นมาใช้ป้อนเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวล อาจจะเป็นในรูปของ "ชีวมวลอัดแท่ง" (Biomass Pallet) ก็ได้ นอกจากนี้ ผลผลิตทางการเกษตรของเรายังนำไปต่อยอดทำเป็นเอทานอลและไบโอดีเซลเพื่อใช้ในภาคขนส่งซึ่งในอนาคตเราจะเพิ่มสัดส่วนนี้ให้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อเสริมให้ภาคการเกษตรของเราเข้มแข็ง เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ชุมชนสามารถพึ่งพาตัวเองได้  ในทางกลับกันจะช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศได้มากเลยทีเดียว" 

 

"RE Hybrid" พลังงานหมุนเวียน 24 ชั่วโมง

         นอกจากโรงไฟฟ้าชีวมวลจะช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรแล้ว ยังเป็นแนวทางการแก้ปัญหาพลังงานหมุนเวียนไม่เสถียร โดยนำโรงไฟฟ้าชีวมวลมาใช้เป็นฐานการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนผนวกกับโซล่าเซลล์หรือกังหันลมเพื่อให้สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ 24 ชั่วโมง เรียกแนวทางใหม่นี้ว่า "RE Hybrid"

         "เรารู้กันมานานแล้วว่าพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์เซลล์ หรือกังหันลมนั้นสามารถผลิตไฟฟ้าได้แต่มีข้อจำกัด ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ กฟผ. ในการศึกษาหาแนวทางทำให้เราได้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเหล่านี้อย่างมั่นคง ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ กฟผ. เองก็ได้ปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์พลังงานโลก โดยตั้งสายงานใหม่ขึ้นมาดูแลงานด้านพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะ และนี่จะเป็นความหวังของพวกเราเลยก็ว่าได้ในการพัฒนาพลังงานใหม่ ๆ ซึ่งก็พบว่ามีความเป็นไปได้จริงจากการนำพลังงานหมุนเวียนที่เสถียรเป็นฐาน ในที่นี้คือ โรงไฟฟ้าชีวมวล มาจับคู่กับพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เสถียรอย่างโซล่าเซลล์ หรือจะเป็นกังหันลมก็ย่อมทำได้ ซึ่งนี่จะกลายเป็นการก้าวไปอีกขั้นของพลังงานหมุนเวียน และเป็นหนึ่งในหกเรื่องสำคัญของนโยบาย ENERGY 4.0

20170810 ART01 03

  

ESS หัวใจของโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ

          นอกจากความสำเร็จของการพัฒนา RE Hybrid ได้แล้วก็ยังไม่เพียงพอ หากแต่เรายังต้องพัฒนาระบบ Energy Storage System (ESS) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญของระบบสมาร์ทกริดที่ทำให้พลังงานหมุนเวียนสามารถอยู่ในระบบควบคู่กับพลังงานฟอสซิลได้" ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ         

         การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้า ให้สามารถยกระดับขึ้นเป็นโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทกริด (Smart Grid) นั้น มีความจำเป็นและต้องเร่งพัฒนาให้สามารถรองรับระบบผลิตไฟฟ้าในอนาคตที่จะมาจากหลายแหล่งผลิต เมื่อสามารถพัฒนาให้แต่ละพื้นที่มีศักยภาพที่จะมีโรงไฟฟ้าหลากหลายประเภททั้งเล็กใหญ่อยู่รวมกันตามแนวทางการทำ Distributed Generation (DG) แล้ว จะทำให้เกิดโครงข่ายระบบไฟฟ้าขนาดย่อม หรือ ไมโครกริด (Micro Grid) ขึ้นมาหลายวง

20170810 ART01 07

         “ภาพกริดในอนาคต เราจะใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมาสนับสนุนโรงไฟฟ้าฐานของ กฟผ. ซึ่งใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลไม่ว่าจะเป็นก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน หรือน้ำมันเตา หรือแม้แต่โรงไฟฟ้าพลังน้ำก็สามารถใช้เป็นโรงไฟฟ้าฐานได้เช่นกัน อันนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบกริดในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะทำให้เราสามารถวางแผนการสั่งการเดินเครื่องได้ง่ายกว่า โจทย์ใหญ่คือ ต้องทำให้การผลิตไฟฟ้าของเราเสถียร  ภาพในอนาคตที่เราจะได้เห็นกันคือ การผลิตไฟฟ้าแบบไฮบริดผสมกันทั้งไฟฟ้าจากฟอสซิลและพลังงานหมุนเวียนผ่านตัวกลางคือ ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System : ESS) จะเรียกว่าเป็นหัวใจที่ทำให้กริดเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น"

         "ไม่ช้าก็เร็วสิ่งนี้จำเป็นต้องเกิดขึ้นในระบบของเรา ซึ่งตอนนี้ยังมีราคาสูงอยู่ ดังนั้นเราต้องคิดหาวิธีทำให้ราคาไม่แพง มีประสิทธิภาพใช้งานได้จริง มีความมั่นคง ต้องพยายามที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการวิจัยและพัฒนาขั้นตอนการผลิต และทำงานร่วมกับนักวิจัยที่มีประสบการณ์จากสถาบันชั้นนำในต่างประเทศ ตรงนี้สำคัญมากเพราะองค์ความรู้ในเรื่องนี้เขาก้าวหน้าไปมากกว่าเรา ซึ่งบทบาทนี้ประเทศต้องฝากความหวังไว้ที่ กฟผ. ถ้าเราทำได้ในเร็ววันจะยิ่งช่วยเสริมให้เกิดการบูรณาการกันภายในระบบไฟฟ้าของประเทศเรามีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น" 

 

หนุนเชื่อมโยงโครงข่าย CLMV ลดความเสี่ยงทางพลังงาน

         การประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อเร่งพัฒนา ASEAN Power Grid ให้เกิดขึ้นในภูมิภาคตามกรอบความร่วมมือระหว่างกัน ยังเป็นอีกหนทางช่วยให้ไทยสามารถกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานได้อีกทางหนึ่ง 

         "เรื่องการเชื่อมโยงระบบส่งในภูมิภาคอาเซียนเรามีแผนที่จะทำ ASEAN Power Grid กันอยู่แล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งอยู่รอบ ๆ บ้านเรา เราถึงต้องเร่งพัฒนาโครงข่ายของเราให้พร้อมรองรับความได้เปรียบนี้ เพราะด้วยโลเคชั่นของเราที่ตั้งอยู่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอยู่แล้วนั้นจะยิ่งช่วยให้เราสามารถกระจายความเสี่ยงทางพลังงานได้จาก ASEAN Power Grid ที่สำคัญนี่จะยังเป็นโอกาสทางธุรกิจ เป็นลู่ทางการออกไปลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานเพื่อช่วยประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนในนามของบริษัทสัญชาติไทย ซึ่งหากเราต้องการเป็นพี่ใหญ่ในอาเซียนยิ่งจำเป็นต้องกล้าออกไปทำธุรกิจในระดับภูมิภาค เพราะนี่คือโอกาสเติบโตของเราที่จะมาพร้อมกับการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนทางพลังงานกลับมาสู่ประเทศของเรา"

 

รับมืออย่างไรในยุค Prosumer

         ปลัดกระทรวงพลังงาน ยังได้แสดงทัศนะถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงนี้ของไทยที่ผู้ใช้ไฟฟ้ากลายเป็นผู้ร่วมผลิต หรือ Prosumer

20170810 ART01 08

โซลาร์รูฟท็อปที่จะเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นในอนาคต

         “วันนี้โลกหมุนเร็วมาก เราเดินมาถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการประชาชนตามทิศทางพลังงานโลก อนาคตเราจะได้เห็นการใช้ไฟฟ้าแบบ Tailor-made กันอย่างแน่นอน และจะแพร่หลายมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อผู้ใช้ไฟสามารถเลือกแหล่งที่มาของไฟฟ้าเองได้ ซึ่งมีเทคโนโลยีทางด้านไอซีทีเป็นตัวแปรสำคัญเข้ามาช่วยบริหารจัดการระบบไฟฟ้า เหมือนหลายประเทศที่พัฒนาในเรื่องนี้ไปก่อนแล้วอย่างญี่ปุ่นหรือเยอรมนี ที่สร้างสถานะใหม่ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถก้าวมาเป็นผู้ผลิตร่วมได้ สิ่งเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป และยังจะมีอีกหลายเรื่องตามมา ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการพื้นที่อย่างคุ้มค่าโดยนำมาติดตั้งแผงโซล่าเซลล์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ตามหลักคือ เพื่อใช้เองภายในบ้าน ภายในอาคาร หรือภายในโรงงาน หากไฟฟ้าเหลือใช้ก็ขายไฟคืนเข้าระบบหรือขายไฟฟ้าต่อให้กับผู้ใช้ไฟรายข้างเคียงได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้บ้านเราเองก็อยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้อยู่ รวมไปถึงการส่งเสริมให้ประชาชนมั่นใจหันมาใช้ยานยนตร์ไฟฟ้า (EV) จะเป็นรถเก่านำมาดัดแปลงติดตั้งชุด EV Kit ในแบบที่ กฟผ. กำลังทำ หรือจะเป็นรถประกอบใหม่จากโรงงานที่หลายบริษัทมีแผนผลิตออกมาขาย นั่นยิ่งตอกย้ำว่ารถ EV มาแน่ ยิ่งหากในอนาคตประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อชาร์จรถของเขาเองจากที่บ้านได้ ซึ่งก็เท่ากับว่าประเทศจะลดการนำเข้าพลังงานในภาคขนส่งไปโดยปริยาย นี่คือเทรนด์ใหม่ของโลกที่กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไทยที่เราจะได้เห็นกันใน 20 ปีนี้ ซึ่งนอกจากการพัฒนารถ EV แล้วก็ต้องส่งเสริมให้มีสถานีชาร์จไฟฟ้า (Charging Station) ควบคู่กันไปด้วยเช่นกัน”

 

ฝากคน กฟผ. เร่งปรับตัวให้พร้อมเป็นหลักของประเทศ 

         ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ได้ฝากถึงคน กฟผ. ให้มองเป้าหมายของอนาคตในอีก 20 ปี ข้างหน้าร่วมกัน และเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากแนวนโยบาย ENERGY 4.0 ของกระทรวงพลังงาน เพื่อร่วมกันผลักดันประเทศให้สามารถบรรลุวิสัยทัศน์ THAILAND 4.0 ตามที่รัฐบาลได้วางโรดแมปไว้  

         "วันนี้ กฟผ. ยังต้องเป็นต้นแบบของประเทศ ต้องเป็นหลักให้กับคนไทย และเป็นตัวอย่างให้กับภาคเอกชน ทำให้เขามั่นใจว่าประเทศไทยก็ทำได้จริง ระบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ ในเรื่องพลังงานต้องเกิดขึ้นเพื่อรองรับการจัดการด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยศักยภาพของ กฟผ. ที่พร้อมและเหนือกว่าในเรื่องกำลังคน เงินลงทุน และเทคโนโลยี เราจะทำให้สำเร็จได้ เราเองก็ต้องปรับวิธีคิดและมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน วันนี้เราต้องเปลี่ยนแปลง และต้องเปลี่ยนให้เร็ว และเขย่าให้แรง เร่งพัฒนาคนเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ควบคู่ไปกับการดึงศักยภาพจากปัจจัยภายนอกจะเป็นคนก็ดี เป็นเทคโนโลยีก็ดี หรือเป็นความร่วมมือในทุกระดับก็ดี นำเข้ามาช่วยเราเปลี่ยนในบริบทใหม่ภายใต้นโยบาย ENERGY 4.0 ยังมีอีกหลายอย่างที่ประเทศของเรายังขาดและรอการพัฒนาโดยคน กฟผ. นี่จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่รอ กฟผ. อยู่ เพียงแต่เราต้องปรับตัวให้พร้อมไขว่คว้าโอกาสเหล่านั้นมาให้ได้ เพื่อเสริมให้ กฟผ. ยังคงเป็นองค์กรที่แข็งแกร่งของคนไทยต่อไป" ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าวทิ้งท้าย   

 

ที่มา : EGAT Biznews