008.jpg

ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง กำไรไตรมาสที่สอง 2,200 ล้านบาท

20170901 MIS01 01

          บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH แถลงผลการดำเนินงานไตรมาส 2ประจำปี 2560 มีกำไร 2,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ร้อยละ 37.6

20170901-MIS01-02

          นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ได้แถลงผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในการประชุม Analyst Meeting ไตรมาส 2/2560 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 ว่า การดำเนินงานในไตรมาส 2 ประจำปี 2560 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 2,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 37.6 เนื่องจากส่วนแบ่งกำไรของบริษัทย่อยเพิ่มขึ้น จากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนหงสา และไม่มีการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

          โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับการดำเนินงานในงวด 6 เดือนแรกของปี 2560 ให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ จำนวน 1,450 ล้านหุ้น ในอัตราหุ้นละ 1.15 บาท รวมเป็นเงิน 1,668 ล้านบาท ซึ่งทางบริษัทจะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 20 กันยายน 2560

          ขณะนี้ บริษัทฯ มีจำนวนกำลังผลิตติดตั้งตามสัดส่วนการถือหุ้นของโครงการที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว 6,496 เมกะวัตต์ โดยตั้งแต่ปี 2561 - 2564 จะมีโครงการโรงไฟฟ้า และโครงการรถไฟฟ้าเข้ามาในระบบ คิดเป็นกำลังการผลิตประมาณ 877 เมกะวัตต์ จากโครงการเบิกไพร โคเจนเนอเรชั่น (กำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 35 เมกะวัตต์) โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลือง (แปลงเป็นกำลังการผลิตเทียบเท่าตามสัดส่วนการถือหุ้น 191 เมกะวัตต์) และจากโครงการโรงไฟฟ้าต่างประเทศ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม เมาท์เอเมอรัลด์ (กำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 144 เมกะวัตต์) โครงการโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ คอลลินส์วิลล์ (กำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 34 เมกะวัตต์) ประเทศออสเตรเลีย โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียน - เซน้ำน้อย ใน สปป.ลาว (กำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 103 เมกะวัตต์) โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม เรียว (กำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 135 เมกะวัตต์) ประเทศอินโดนีเซีย และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟังเชงกัง ประเทศจีน (กำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 236 เมกะวัตต์)

          สำหรับการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าในไตรมาสที่ผ่านมา โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ มีค่าความพร้อมจ่ายที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนหงสา ทำให้บริษัทฯ ได้รับส่วนแบ่งกำไรที่ มากขึ้น ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนผลิตไฟฟ้าได้ลดลงเล็กน้อยเนื่องจากสภาพอากาศ ในอนาคตบริษัทฯ มุ่งเน้นการลงทุนในด้านโรงไฟฟ้าเป็นหลักเนื่องจากมีความเชี่ยวชาญ แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นโอกาสในการทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง รวมทั้งธุรกิจใหม่ โดยบริษัทฯ ยังคงลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นหลัก ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ว่าในปี 2566 ทางบริษัทฯ จะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าให้ถึง 10,000 เมกะวัตต์ และเพิ่มสัดส่วนของโรงไฟฟ้าประเภทพลังงานทดแทน ให้เป็นร้อยละ 20 จากปัจจุบันที่มีอยู่ร้อยละ 9 และจะมีสัดส่วนรายได้จากโครงการในประเทศประมาณร้อยละ 60 และต่างประเทศร้อยละ 40