028.jpg

กฟผ. เตรียมรับมือ JDA-A18 หยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ 28 ต.ค. – 3 พ.ย. นี้ โรงไฟฟ้าหลักและการสร้างระบบส่งใหม่มีความจำเป็น

20171004-MIS01-01

          กฟผ. เตรียมมาตรการรองรับแหล่งก๊าซธรรมชาติพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย หยุดซ่อมบำรุง 28 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายน นี้ ขอความร่วมมือชาวภาคใต้ร่วมประหยัดไฟฟ้า พร้อมยืนยันเพื่อความมั่นคงในระบบไฟฟ้า ยังมีความจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าหลักและต้องสร้างระบบส่งใหม่เพิ่มในพื้นที่ภาคใต้

          วันนี้ (3 ตุลาคม 2560) นายมนตรี ศรีสมอ่อน ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการภาคใต้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานเปิดการสัมมนาเพื่อให้ข้อมูลสื่อมวลชนภาคใต้ ในหัวข้อ “ทิศทางพลังงานไฟฟ้าไทย: กรณีหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง JDA-A18” ณ โรงแรมบีพี แกรนด์ ทาวเวอร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โอกาสนี้ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการภาคใต้ กฟผ. ได้เปิดเผยว่า กฟผ. ได้รับการประสานจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แจ้งหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA-A18) ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายน 2560 รวม 7 วัน เพื่อบำรุงรักษาประจำปี มีผลให้โรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 2 ไม่สามารถเดินเครื่องได้ โดย กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว

20171004-MIS01-02

20171004-MIS01-03

          สำหรับมาตรการของ กฟผ. ประกอบด้วย ด้านระบบผลิตไฟฟ้า ปรับเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงโรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 1 จากก๊าซธรรมชาติเป็นน้ำมันดีเซล ให้โรงไฟฟ้ากระบี่ใช้น้ำมันเตาเดินเครื่องสนับสนุนบางส่วน รวมทั้งตรวจสอบโรงไฟฟ้าภาคใต้ทั้งหมดให้พร้อมใช้งาน และประสานการไฟฟ้ามาเลเซียขอซื้อไฟฟ้าในกรณีฉุกเฉิน ด้านระบบส่งไฟฟ้า และได้ตรวจสอบสายส่งและอุปกรณ์สำคัญในพื้นที่ รวมถึงระบบส่งเชื่อมโยงภาคกลาง-ภาคใต้ให้พร้อมใช้งาน ด้านเชื้อเพลิง ได้สำรองน้ำมันเต็มความสามารถจัดเก็บก่อนเริ่มหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ

20171004-MIS01-04

20171004-MIS01-05

          “กฟผ. ได้เตรียมทีมงานติดตามสถานการณ์และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันที โดยคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้ในช่วงหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติไว้ที่ 2,450 เมกะวัตต์ มีความพร้อมด้านกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าภาคใต้ 2,254 เมกะวัตต์ ในส่วนที่เหลือจะรับไฟฟ้าจากภาคกลาง พร้อมกับต้องขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด เพื่อเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้าอีกทางหนึ่ง ในอนาคตคาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้จะเพิ่มสูงขึ้นอีก ดังนั้น หากภาคใต้มีโรงไฟฟ้าหลักโดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหิน และการสร้างระบบส่งไฟฟ้าใหม่ จากภาคกลางลงสู่ภาคใต้และภายในภาคใต้เพิ่มเช่นสายส่ง 500 กิโลโวลต์ จาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผ่าน จ.ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี และเชื่อมโยงไป จ.พังงา จ.ตรัง และเชื่อมโยงจาก จ.ตรัง จ.สตูล และ จ.สงขลา ซึ่งจะช่วยให้เกิดความมั่นคงและลดความเสี่ยงได้ต่อไฟฟ้าตกไฟฟ้าดับ และไฟฟ้าไม่เพียงพอได้'' ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการภาคใต้ กฟผ. กล่าวในตอนท้าย