บทความเรื่อง “จริงหรือเท็จไฟฟ้าใต้จะดับ?” https://mgronline.com/daily/detail/9600000102768 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2560 โดย อ.ประสาท มีแต้ม มีประเด็นและข้อมูลคลาดเคลื่อนบางประการ ฝ่ายสื่อสารองค์การ ขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

ไฟฟ้าดับภาคใต้ในปี 2556 เกิดจากอะไร

         อ. ประสาท กล่าวถึงกรณีไฟฟ้าดับภาคใต้ 14 จังหวัด ว่า “เรื่องนี้ผมได้ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า อาจจะเกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น จากภัยธรรมชาติ รวมทั้งความผิดพลาดในนโยบายและการบริหาร เอาอย่างนี้ เมื่อ 21 พฤษภาคม 56 ที่ไฟฟ้าดับทั้ง 14 จังหวัด ดับอยู่นานหลายชั่วโมง สังคมไทยเข้าใจความจริงแล้วหรือยังว่า ไฟฟ้าดับเพราะสาเหตุใด?”

         กฟผ. ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ 14 จังหวัด ภาคใต้ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 56 ว่า เกิดจากข้อจำกัดของสายส่งไฟฟ้าจากภาคกลางไปยังภาคใต้ ซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐานเดิม ประกอบกับอุบัติเหตุซ้ำซ้อน เนื่องจากการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางไปภาคใต้ ต้องผ่านสายส่งทั้งหมด 4 สาย หรือ 4 วงจร โดยเป็นสายส่ง 500 กิโลโวลต์ 2 วงจร และสายส่ง 230 กิโลโวลต์ 2 วงจร ในวันเกิดเหตุ มีการปลดสายส่ง 500 กิโลวัตต์ 1 วงจร เพื่อทำการบำรุงรักษา ขณะเดียวกันได้เกิดอุบัติเหตุฟ้าผ่าสายส่ง 500 กิโลวัตต์อีก 1 วงจรที่เหลือ ทำให้สายส่ง 230 กิโลวัตต์ อีก 2 วงจร ไม่สามารถรับภาระการส่งผ่านไฟฟ้าได้ ทำให้โรงไฟฟ้าทั้งหมดในภาคใต้จึงหยุดเดินเครื่องและปลดตัวเองออกจากระบบโดยอัตโนมัติ เกิดขึ้นเวลา 18.52 น. ซึ่งเป็นช่วงความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้

         จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า นอกจากจะเป็นเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดจากอุบัติเหตุแล้ว ก็ยังมีปัญหาข้อจำกัดของการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางไปภาคใต้ ซึ่งภายหลังเหตุการณ์ กระทรวงพลังงานและ กฟผ. ได้ทบทวนและกำหนดมาตรการระยะสั้นและมาตรการระยะยาว ครอบคลุมถึงการพัฒนาเสริมความมั่นคงระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้าภาคใต้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศให้ดียิ่งขึ้น

ไฟฟ้ายังมีเหลือ ทำไมไม่ส่งไปภาคใต้

         บทความตอนหนึ่ง กล่าวว่า “สมมุติว่า (สมมุตินะครับสมมุติ) โรงไฟฟ้าในภาคใต้ไม่พอจริง แล้วทำไมไม่เอาส่วนที่เหลือลงมาให้ภาคใต้ เราเป็นประเทศเดียวกันไม่ใช่หรือ”

         กฟผ. ขอชี้แจงว่า ปัจจุบันมีการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางไปภาคใต้ขนาดกำลังผลิต 200 – 600 เมกะวัตต์ โดยมีปริมาณหน่วยเฉลี่ยในปี 2559 วันละ 2 ล้านหน่วย แม้ว่า ณ วันนี้ระบบไฟฟ้ายังสามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอ แต่ก็มีความเสี่ยงมากกว่าภาคอื่น เช่น หากเกิดโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในภาคใต้หยุดเดินเครื่องกะทันหัน กำลังผลิตจะหายจากระบบถึง 700 เมกะวัตต์ และเมื่อคำนึงถึงอนาคตในอีก 5 - 7 ปี ข้างหน้า ซึ่งทั้งภาคใต้ และภาคอื่น ก็จะมีความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหลักเพิ่มเติม ก็จะทำให้เกิดปัญหาขาดแคลน ขณะที่ความเสี่ยงก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

โรงไฟฟ้าเอกชนได้เดินเครื่องมากกว่าโรงไฟฟ้าของรัฐ ?

         อ.ประสาท ตั้งข้อสังเกตว่า “พบสิ่งที่น่าแปลกใจและน่าตกใจที่สำคัญ คือ ทำไมโรงไฟฟ้าขนอมซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าของเอกชน (กฟผ. มีหุ้นเพียง 25%) จึงได้สิทธิ์ในการผลิตวันละ 19 ชั่วโมง ในขณะที่โรงไฟฟ้าจะนะ 1 (เป็นของรัฐหรือของ กฟผ. 100% สร้างเสร็จปี 2551) จึงได้ผลิตเพียง 16 ชั่วโมงต่อวัน ทั้งๆ ที่โรงไฟฟ้าทั้งสองใช้เชื้อเพลิงชนิดเดียวกันและอยู่ในภาคเดียวกัน ผลต่าง 3 ชั่วโมงต่อวัน ต่อ 1 กิโลวัตต์ ถ้าเป็นเวลา 1 ปี ขนาด 7-8 แสนกิโลวัตต์ คิดเป็นเงินก้อนโตนะครับ”

         เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากการสั่งการเดินเครื่องของ กฟผ. ไม่สามารถเลือกปฏิบัติระหว่างโรงไฟฟ้าไฟฟ้าของ กฟผ. หรือเอกชนได้ การสั่งการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และ พ.ร.บ. ประกอบกิจการพลังงาน ซึ่งควบคุมดูแลโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน โดยหลักปฏิบัติในการสั่งการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าจะพิจารณาตามลำดับ ดังนี้ 1. เดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีความจำเป็นเพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า หรือเรียกว่า Must Run ก่อน 2. ลำดับต่อมาจึงสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติผูกพัน หรือเรียกว่า Must Take และ 3. สั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเรียงลำดับจากที่มีต้นทุนต่ำสุด หรือเรียกว่า Merit Order

         หลักการเดินเครื่องดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย มีความมั่นคงในระบบไฟฟ้า และมีค่าไฟฟ้าต่ำที่สุด

ทำไม โรงไฟฟ้าจะนะของ กฟผ. จึงได้เดินเครื่องน้อยกว่าโรงไฟฟ้าขนอมซึ่งเป็นเอกชน เช่น ในปี 2552

         อ. ประสาท กล่าวในบทความว่า “ข้อมูลในปี 2552 ซึ่งในวันนั้น โรงไฟฟ้าจะนะ 1 เพิ่งมีอายุประมาณ 1 ปี เป็นโรงไฟฟ้าใหม่เอี่ยม ใหม่กว่าโรงไฟฟ้าขนอมเสียอีก” ทำไมจึงมีการเดินเครื่องน้อยกว่า

         ข้อเท็จจริงคือ ทั้ง รฟ.ขนอม และ รฟ.จะนะ เป็นโรงไฟฟ้าประเภท Must Run เช่นเดียวกัน ที่ต้องเดินเครื่องเพื่อความมั่นคงเหมือนกัน โรงไฟฟ้าจะนะ 1 สร้างเสร็จ และจ่ายไฟฟ้ากลางปี 2551 จึงเป็นโรงไฟฟ้าใหม่ปีแรก ซึ่งส่วนใหญ่สภาพการเดินเครื่องจะยังไม่นิ่ง การเดินเครื่องในช่วงต้นปี 2552 จึงมีการหยุดเครื่องในช่วงสั้นๆบ่อยครั้ง แต่ปีต่อมาหลังจากนั้น อัตราการเดินเครื่องก็สูงกว่าโรงไฟฟ้าขนอม ดังรูปกราฟ

20171010 ART01 02

ค่า Plant Factor โรงไฟฟ้าจะนะชุดที่ 1 เปรียบเทียบกับขนอม

         กฟผ. ขอเรียนว่า ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าและระบบส่ง ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ มีจุดมุ่งหมายให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนทางพลังงาน มีค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมในระยะยาว ตลอดจนคำนึงถึงเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามพันธะสัญญาต่อนานาชาติ การพัฒนากำลังผลิตจึงประกอบด้วยโรงไฟฟ้าหลักและพลังงานหมุนเวียนควบคู่กันไป ทั้งนี้ การดำเนินงานจะประสบความสำเร็จได้ด้วยดี ต้องรับความสนับสนุนจากชุมชน ประชาชนและสื่อมวลชน จึงมีแนวทางดำเนินงานด้วยความโปร่งใส พร้อมรับฟังความคิดเห็น และชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและความร่วมมือที่ดีต่อไป