random-csr-img02.jpg

“ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” น้อมสืบสานพระราชปณิธานงานของพ่อ

          “ข้าวต้องปลูก เพราะอีก 20 ปี ประชากรอาจจะ 80 ล้านคน ข้าวจะไม่พอ ถ้าลดการปลูกข้าวไปเรื่อยๆ ข้าวจะไม่พอ เราจะต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศ เรื่องอะไรประชาชนคนไทยไม่ยอม คนไทยนี้ต้องมีข้าว แม้ข้าวที่ปลูกในเมืองไทยจะสู้ข้าวที่ปลูกในต่างประเทศไม่ได้ เราก็ต้องปลูก”

20171012-CSR01-01

          ข้างต้นนี้ คือความตอนหนึ่งของพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านโคกกูแวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส เมื่อ พ.ศ. 2536 แสดงให้เห็นถึงความเอาพระราชหฤทัยใส่ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องข้าวที่เป็นพืชเศรษฐกิจของไทย และเป็นพืชที่อยู่คู่กับคนไทยและผืนแผ่นดินไทยมาช้านาน

20171012-CSR01-02

          ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ กฟผ. ขอดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท จัดกิจกรรมภายใต้ชื่อโครงการ “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” ด้วยกัน 2 แห่ง คือ ศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์พระราชา ณ กฟผ. สำนักงานใหญ่ และโรงเรียนผาเต่าพัฒนา ณ เขื่อนสิริกิติ์ เพื่อสานต่อพระราชปณิธานงานของพ่อ ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยไม่ละทิ้งการปลูกข้าว

20171012-CSR01-03

         

          ดังนั้น เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา กฟผ. จึงได้จัดกิจกรรมดำนาปลูกข้าวภายในศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์พระราชา ณ กฟผ. สำนักงานใหญ่ ซึ่งเป็นการทำนาอินทรีย์ปลอดสารเคมี โดยใช้รูปแบบการทำนาแบบ “ชีววิถี กฟผ.” โดยเป็นส่วนหนึ่งขององค์ความรู้จากโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมทั้งเชิญชวนชุมชนรอบโรงไฟฟ้ามาร่วมกิจกรรม โดยพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกในครั้งนี้ คือ ข้าวหอมปทุมธานี 1 เนื่องจากเหมาะสมกับพื้นที่ภาคกลาง ด้วยการใช้วิธีปักต้นกล้าภายบริเวณ สวนน้ำพระทัย นอกจากนี้ น้ำที่ใช้ในการปลูกข้าว เป็นการใช้น้ำจากบ่อ (Retention Pond) ของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ซึ่งเป็นน้ำที่ผ่านการใช้งานจากหอหล่อเย็น (Tower Cooling) ของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือที่ผ่านการบำบัด และเตรียมปล่อยลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงระบบการจัดการน้ำที่ดี ไม่เป็นอันตรายต่อพืชและสัตว์ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง

20171012-CSR01-04

          ส่วนทางด้านเขื่อนสิริกิติ์ ได้จัดกิจกรรมดำนาปลูกข้าวติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แล้ว ภายในบริเวณพื้นที่โรงเรียนผาเต่าพัฒนา ซึ่งทางโรงเรียนได้ปิดตัวลงแล้ว จึงนำพื้นที่มาใช้ทำแปลงปลูกข้าวเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เขื่อนสิริกิติ์ได้เลือกวิธีการปลูกข้าวที่แตกต่างจากสำนักงานใหญ่ ด้วยการปลูกข้าวแบบนาโยน เนื่องจากวิธีนี้เหมาะสมกับพื้นที่และเป็นวิธีที่ง่าย นาโยนหรือเรียกง่ายๆ ว่าการโยนกล้า จะใช้การโยนต้นกล้าลงในแปลงที่มีน้ำเพียงเล็กน้อย ด้วยการเดินถอยหลังแล้วโยน ตอนโยนให้ตวัดหงายข้อมือขึ้น เพื่อต้นกล้าจะกระจายตัวพุ่งลงตั้งตรงอย่างพอดี โดยได้นำเมล็ดข้าวมอบให้กลุ่มโครงการเศรษฐกิจพอเพียงฯ รวมทั้งชาวบ้านในชุมชนผาเต่าพัฒนาเพื่อร่วมกันปลูกข้าวในแปลงเกษตรอินทรีย์

20171012-CSR01-05

          แปลงนาปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ทั้งสองแห่งนี้ จะเป็นดั่งศูนย์การเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจวิธีการปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษตามกระบวนการ “ชีววีถี กฟผ.” โดยผลผลิตที่ได้ส่วนหนึ่งจะเก็บไว้เป็นเมล็ดพันธุ์สำหรับการปลูกครั้งต่อไป และที่เหลือจะส่งมอบให้แก่ชุมชนที่ต้องการนำเมล็ดพันธุ์ไปทดลองปลูก อีกไม่นานชาว กฟผ. และชุมชนใกล้เคียงอาจจะเห็นภาพที่ค่อนข้างแปลกตาเสียหน่อย เพราะจะได้เห็นต้นข้าวที่กำลังตั้งท้องรอการเก็บเกี่ยวสีทองสะพรั่งอย่างสวยงามภายในโรงไฟฟ้า ซึ่ง กฟผ. จะขอสืบสานการปลูกข้าวตามกระบวนการชีววิถีและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงสืบไป