004.jpg

กฟผ. ขอบคุณความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทำให้ระบบไฟฟ้าภาคใต้สามารถผ่านพ้นไปด้วยดี หลังแหล่งก๊าซ JDA-A18 หยุดจ่าย เพื่อซ่อมบำรุงประจำปี

20171107 MIS01 01

         กฟผ. สรุปสถานการณ์ไฟฟ้าหลังแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA-A18) หยุดจ่ายก๊าซฯให้โรงไฟฟ้าจะนะ ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม - 3 พฤศจิกายน 2560 ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย โดย กฟผ.สามารถบริหารจัดการให้ไฟฟ้ามีอย่างเพียงพอ พร้อมขอบคุณความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ย้ำภาคใต้ยังคงมีความจำเป็นต้องจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม เพื่อให้ระบบไฟฟ้าภาคใต้มีความมั่นคงตลอดไป

20171107 MIS01 02

          นายอดุลย์ พิทักษ์ชาติวงศ์ รองผู้ว่าการระบบส่ง (รวส.) เปิดเผยว่า จากการที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งพัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย (JDA-A18) ให้โรงไฟฟ้าจะนะ กฟผ. ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม - 3 พฤศจิกายน 2560 เพื่อบำรุงรักษาประจำปีโดย กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการผลิต ระบบส่งไฟฟ้าและเชื้อเพลิง พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงระหว่างเวลา 18.30-21.30 น. ทำให้ระบบไฟฟ้าของภาคใต้ และภาพรวมของประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุขัดข้องประชาชนมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ ทั้งนี้ กฟผ. ขอขอบคุณความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่ทำให้สถานการณ์ดังกล่าวผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น

          รองผู้ว่าการระบบส่ง กฟผ. กล่าวต่อไปว่า ในช่วงที่หยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งJDA-A18 นั้น ภาคใต้มีกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 2,254 เมกะวัตต์ และมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่ 2,468 เมกะวัตต์ กฟผ. ได้บริหารการใช้เชื้อเพลิง โดยใช้น้ำมันดีเซลที่โรงไฟฟ้าจะนะชุดที่ 1 รวม 6.4 ล้านลิตร ใช้น้ำมันเตาที่โรงไฟฟ้ากระบี่รวม 6.9 ล้านลิตร มีการระบายน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าจากจากโรงไฟฟ้าเขื่อนรัชชประภา และเขื่อนบางลาง เฉลี่ยวันละ 15.8 และ 11.3 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนท้ายน้ำ นอกจากนี้ ยังมีพลังงานหมุนเวียนจากโรงไฟฟ้า SPP มาเสริมระบบอีก 9 เมกะวัตต์ แต่ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดก็ยังมีน้อยกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ จึงต้องนำพลังไฟฟ้าจากภาคกลางผ่านสายส่งเชื่อมโยงภาคกลาง-ภาคใต้ เพื่อช่วยเสริมความมั่นคง

          ทั้งนี้ การหยุดจ่ายก๊าซฯ เพื่อซ่อมบำรุงรักษาแหล่งก๊าซฯ และระบบท่อส่งก๊าซฯ จากแหล่งพัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย (JDA-A18) จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในขณะที่คาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4.2 และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ปัจจุบันถึงแม้จะมีโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าเสริมเข้ามาในระบบบ้างแล้ว แต่พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ยังมีความผันผวนไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับความเข้มของแดดและแรงลมเป็นหลัก ดังนั้น ภาคใต้จึงยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลักที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งต้องจัดหาพลังงานไฟฟ้าโดยการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มเติม และจำเป็นต้องมีการกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้มีความหลากหลาย เพื่อให้เกิดความสมดุลในการผลิตไฟฟ้า ไม่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากจนเกินไป เพื่อให้ระบบไฟฟ้าของภาคใต้มีความมั่นคงตลอดไป