random-csr-img05.jpg

กฟผ. นำสื่อมวลชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต. และ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ศึกษาดูงานเชิงประจักษ์โรงไฟฟ้าจิมาห์ ประเทศมาเลเซีย

          กฟผ. นำคณะสื่อมวลชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต. และ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ศึกษาดูงานเชิงประจักษ์โรงไฟฟ้าจิมาห์ ประเทศมาเลเซีย สัมผัสประสบการณ์จริงโรงไฟฟ้าถ่านหินของประเทศเพื่อนบ้านบนลักษณะภูมิประเทศและวิถีชีวิตความเป็นอยู่คล้ายคลึงโรงไฟฟ้าเทพา เพื่อร่วมเป็นสื่อกลางเผยแพร่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินปัจจุบันให้ชุมชนและสังคมเข้าใจ

20171115-CSR01-01

          ระหว่างวันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2560 โครงการเตรียมงานพัฒนาโรงไฟฟ้าเทพา นำคณะสื่อมวลชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากจังหวัดสงขลา จังหวัดยะลา และจังหวัดปัตตานี พร้อมผู้แทนจากคณะศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอ.บต.) และคณะศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภานในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) จำนวน 60 คน ศึกษาดูงานเชิงประจักษ์โรงไฟฟ้าถ่านหิน ณ โรงไฟฟ้าจิมาห์ รัฐเนเกรี เซมบิลัน ประเทศมาเลเซีย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีใหม่ การจัดการสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินของประเทศเพื่อนบ้านที่พัฒนาแล้ว โดยมี Mr.Abdul Razak bin Jamin, Station Manager JEV Power Plant และ Mr.Amran Wanhidi Abdullah, Head Maintenance Department ให้การต้อนรับ พร้อมบรรยายสรุปและนำชมบริเวณโดยรอบโรงไฟฟ้าจิมาห์ และมีว่าที่ พ.ต.อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ กฟผ. นายศุภชัย ปิตะสุวรรณ ผู้ช่วยผู้ว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้า กฟผ. นายวีระชัย ยอดเพชร หัวหน้าโครงการเตรียมงานพัฒนาโรงไฟฟ้าเทพา พร้อมผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเดินทางและตอบข้อซักถามของสื่อมวลชน

          ว่าที่ พ.ต.อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา กล่าวว่า โรงไฟฟ้าจิมาห์แห่งนี้เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ตั้งอยู่ริมทะเลรอบล้อมไปด้วยป่าชายเลน ใกล้เมืองหลวงและแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ทำการประมงเป็นอาชีพหลัก การนำสื่อมวลชนศึกษามาสัมผัสประสบการณ์จริงโรงไฟฟ้าถ่านหินในครั้งนี้ จะช่วยให้สื่อมวลชนได้เห็นการทำงานของโรงไฟฟ้าถ่านหิน การดูแลชุมชนและรักษาสิ่งแวดล้อม ตลอดจนบรรยากาศจริงรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งตั้งอยู่บนลักษณะภูมิประเทศและมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนบริเวณโดยรอบคล้ายคลึงกับพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าเทพาและภาคใต้ของประเทศไทย เพื่อร่วมเป็นสื่อกลางสนับสนุนด้านการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อไป

          นายศุภชัย ปิตะสุวรรณ กล่าวถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินจิมาห์ ว่า โรงไฟฟ้าจิมาห์ เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาดกำลังการผลิต 1,400 เมกะวัตต์ (700X2) เริ่มเดินเครื่องตั้งแต่ปี 2552 ใช้ถ่านหินบิทูนัสและซับบิทูนัสเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โดยขนส่งถ่านหินจากประเทศออสเตรเลียทางเรือ มายังสะพานลำเลียงถ่านหินความยาว 1.3 กิโลเมตร ไปยังลานกองถ่านหินระบบเปิด ซึ่งมีวิธีการควบคุมการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองด้วยการฉีดน้ำ นอกจากนี้ ในกระบวนการผลิตไฟฟ้ามีการติดตั้งระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ทั้งเครื่องกำจัดก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ เครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และเครื่องดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต เพื่อควบคุมค่ามลสารให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ หากเทียบระหว่างเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินของโรงไฟฟ้าจิมาห์กับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพานั้น โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจะใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าในการผลิตไฟฟ้าและการจัดการสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นตั้งแต่กระบวนการการขนส่ง ลำเลียง ไปจนกระทั่งการเก็บถ่านหินเป็นระบบปิดทั้งหมด จึงทำให้มั่นใจได้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลาของ กฟผ.

20171115-CSR01-02

          นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้ หนึ่งในสื่อมวลชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ผู้ร่วมเดินทางศึกษาดูงานโรงไฟฟ้าจิมาร์กล่าวว่า จากการที่ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์ชุมชนรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าจิมาร์ เพื่อสอบถามความคิดเห็นของชาวบ้านหลายสาขาอาชีพถึงผลกระทบของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ พบว่าคนในชุมชนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติและไม่เคยมีอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากโรงไฟฟ้าจิมาร์ สิ่งที่กังวลใจมีเพียงเรื่องเดียว คือ เมื่อโรงไฟฟ้ามีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นชุมชนเติบโตเร็ว การจราจรแออัดและต้องใช้ความระมัดระวังในการสัญจรมากขึ้น แต่สิ่งที่ดีคือเศรษฐกิจในพื้นที่ดีขึ้น เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพ และคนในพื้นที่มีงานทำ

          สำหรับขณะนี้บริเวณพื้นที่ฝั่งตะวันออกของโรงไฟฟ้าจิมาห์ (Jimah Power Plant) อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงไฟฟ้าจิมาร์ อีส (Jimah East Power Plant) ขนาดกำลังผลิต 2,000 เมกะวัตต์ (1000X2) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ ใช้เทคโนโลยีทันสมัยที่สุดในเชิงพาณิยช์ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ คาดว่าดำเนินการแล้วเสร็จและสามารถเดินเครื่องได้ในปี 2562