เศรษฐกิจกับการใช้ไฟฟ้า ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงเมื่อทิศทางการพัฒนาประเทศเปลี่ยนไป

เศรษฐกิจกับการใช้ไฟฟ้า

ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงเมื่อทิศทางการพัฒนาประเทศเปลี่ยนไป

20171215 ART02 01

อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศและการใช้ไฟฟ้า ปี 2554-2558 เปรียบเทียบระหว่างประเทศกลุ่ม OECD และนอกกลุ่ม OECD

 

         ในอดีต อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (วัดโดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ - GDP) มักจะมาพร้อมกับการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากการขยายตัวของประชากร จึงส่งผลให้ต้องมีการผลิตสินค้าและบริการมากขึ้นให้พอต่อความต้องการ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รูปแบบความเกี่ยวโยงลักษณะนี้ได้หายไปในหลาย ๆ ประเทศ สาเหตุจากหลาย ๆ ปัจจัย ซึ่งรวมถึงระดับการพัฒนาของประเทศนั้น ๆ การผลิตกระแสไฟฟ้า สภาวะทางเศรษฐกิจ และระดับรายได้

         หลาย ๆ ประเทศขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development) หรือ OECD อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น เริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบทางเศรษฐกิจ จากระบบที่ผลิตสินค้าเป็นหลัก มาเป็นระบบที่ผลิตการบริการ โดยเศรษฐกิจฐานบริการ หรือ Service-based economy จะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าระบบเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพากิจกรรมการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก

         แม้ประเทศสมาชิก OECD ยังคงต้องพึ่งพาภาคการผลิตสินค้าเป็นหลัก แต่กำลังเริ่มเปลี่ยนเข้าสู่การผลิตขั้นสูง ด้วยการใช้เทคโนโลยี ซึ่งจะมีการใช้พลังงานน้อยลง เมื่อระบบเศรษฐกิจเริ่มเปลี่ยนจากการผลิตด้วยแรงงานทักษะต่ำ เข้าสู่ระบบการบริการและการผลิตด้วยทักษะขั้นสูง กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้ามากนัก

20171215 ART02 02

อัตราการใช้ไฟฟ้าต่อหัว (ซ้าย) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (ขวา) ปี 2528-2558 เปรียบเทียบระหว่างประเทศกลุ่ม OECD และนอกกลุ่ม OECD

         ตรงกันข้ามกับประเทศนอกกลุ่ม OECD เช่น จีน อินเดีย บราซิลและอียิปต์ ซึ่งมีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จากภาคการผลิตที่เร่งผลิตสินค้าจำนวนมาก แต่ใช้เทคโนโลยีประสิทธิภาพต่ำ และมีแรงงานฝีมือต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศ OECD เป็นผลให้ต้องใช้พลังงานและไฟฟ้ามากกว่าเพื่อผลิตสินค้าและบริการ

         ความต้องการใช้ไฟฟ้าของกลุ่มประเทศ OECD ค่อนข้างคงที่ ไม่เติบโตในช่วงที่ผ่านมา และการคาดการณ์ขององค์การข้อมูลข่าวสารด้านพลังงานแห่งสหรัฐอเมริกา (Energy Information Administration – EIA) ปี 2560 ระบุว่า การใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศเหล่านี้จะเติบโตไม่มากนัก ตรงข้ามกับประเทศนอกกลุ่ม OECD ที่เมื่อปี 2554 มีการใช้ไฟฟ้ารวมกันสูงกว่าประเทศ OECD และยังมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นเรื่อย ๆ อีก สำหรับปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตของประเทศนอกกลุ่ม OECD ว่าจะมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเศรษฐกิจมีอัตราเติบโตเร็วแค่ไหน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคใดมีบทบาทสำคัญ

         แต่ไม่ว่าจะเป็นประเทศกลุ่ม OECD หรือนอกกลุ่ม OECD ก็ตาม องค์การ EIA คาดการณ์ว่า การขยายตัวของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้ง 2 กลุ่มประเทศจะยังคงต่ำกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยในช่วงปี 2558-2583 ประเทศสมาชิก OECD จะมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเติบโตร้อยละ 1.7 ต่อปี แต่มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นแค่ร้อยละ 0.9 ต่อปี ส่วนประเทศนอกกลุ่ม OECD ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเติบโตร้อยละ 3.8 ต่อปี และการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ต่อปีในช่วงเวลาเดียวกัน

20171215 ART02 03

คาดการณ์การใช้ไฟฟ้า (ซ้าย) และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (ขวา) จนถึงปี 2583 เปรียบเทียบระหว่างประเทศกลุ่ม OECD และนอกกลุ่ม OECD

(เพิ่มเติมความเห็นของผู้แปล)

         สำหรับประเทศไทย ความสัมพันธ์ของความเติบโตทางเศรษฐกิจกับการใช้ไฟฟ้าในระบบไฟฟ้า มีลักษณะเดียวกับประเทศนอกกลุ่ม OECD กล่าวคือ มีอัตราการเติบโตใกล้เคียงกัน แต่ก็มีแนวโน้มที่ชะลอตัวลงเช่นกัน จากในอดีตกว่า 10 ปีที่ผ่านมา การใช้ไฟฟ้าจะมีอัตราการเติบโตมากกว่าเศรษฐกิจประมาณ 1.5 เท่า ทั้งนี้ สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการการผลิตไฟฟ้าใช้เองของอุตสาหกรรมและบ้านอยู่อาศัย และอีกส่วนหนึ่งมาจากมาตรการประหยัดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องนับสิบปี ซึ่งคาดว่า การใช้พลังงานของประเทศไทย จะยังเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจไปอีกหลายปี ก่อนที่ประเทศจะพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจฐานบริการเช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว

แปลและเรียบเรียง : สุภร เหลืองกำจร
ข้อมูลจาก Link between growth in economic activity and electricity use is changing around the world https://www.eia.gov/todayinenergy/detail.php?id=33812#