034.jpg

          สว.นท. มอบรางวัลผู้บริหารแห่งปี 2561 ด้านการส่งเสริมและพัฒนาองค์กร (ภาครัฐ) ให้แก่ผู้ว่าการฯ อฟอ. และอดีตผู้บริหาร โดยผู้ว่าการฯ ยังคว้าอีกหนึ่งรางวัลคือ นักพัฒนาดีเด่น 2561 ระดับอาเซียน จากการขับเคลื่อนโครงการเขื่อนสิรินธรโมเดลตามหลัก “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา”

20180128-MIS01-01

          วันนี้ (28 มกราคม 2561) นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. ขึ้นรับรางวัล “CEO THAILAND AWARDS 2018” หรือรางวัลผู้บริหารแห่งปี ด้านการส่งเสริมและพัฒนาองค์กร (ภาครัฐ) และรางวัล “AEC TOP – CEO AWARDS 2018” หรือนักพัฒนาดีเด่น 2561 ระดับอาเซียน พร้อมด้วย นายวรวิทย์ รวีนิภาพงศ์ ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าพลังน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ นางเยาวลักษณ์ โหตรภวานนท์ อดีตผู้บริหาร กฟผ. ขึ้นรับรางวัล “CEO THAILAND AWARDS 2018” ด้านการส่งเสริมและพัฒนาองค์กร (ภาครัฐ) ด้วยเช่นกัน โดยได้รับเกียรติจาก หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานในพิธีเป็นผู้มอบรางวัล ในงานประกาศรางวัล “CEO THAILAND AWARDS 2018” ผู้บริหารแห่งปี 2561 และ “ AEC TOP – CEO AWARDS 2018” นักพัฒนาดีเด่น 2561 ระดับอาเซียน ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ

20180128-MIS01-02

          สำหรับงานประกาศรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นโดยสมัชชานักจัดรายการข่าววิทยุโทรทัศน์หนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (สว.นท.) เพื่อยกย่องผู้บริหารที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีความสามารถและเป็นแบบอย่างขับเคลื่อนเพื่อความเข้มแข็งของประเทศ โดยผู้บริหารของ กฟผ. ทั้ง 3 ท่านนั้น ได้รับรางวัลในฐานะผู้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน “โครงการเขื่อนสิรินธรโมเดล” จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นโครงการที่น้อมนำแนวทางของดอยตุงโมเดล คือ ศาสตร์พระราชา และตำราแม่ฟ้าหลวง มาปรับใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน ท้องถิ่น และสังคมโดยรอบพื้นที่เขื่อนสิรินธรของ กฟผ.

20180128-MIS01-03

          นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า รู้สึกดีใจและภูมิใจที่ได้รับรางวัล อย่างไรก็ตาม การทำงานใด ๆ ไม่เคยคาดหวังว่าจะต้องได้รับรางวัล เพียงแค่ว่าทำงานนั้นแล้วมีความสุขก็ถือประสบความสำเร็จขั้นหนึ่งแล้ว ในส่วนการดำเนินโครงการเขื่อนสิรินธรโมเดลนั้น เป็นเพราะต้องการให้ชุมชนรอบโรงไฟฟ้ามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยใช้ความสามารถและศักยภาพที่ กฟผ. มีร่วมกับภาคีเครือข่ายในการพัฒนาชุมชน เพราะอยากให้ทุกคนที่อยู่รอบ กฟผ. มีความสุข สำหรับโครงการในตอนนี้เริ่มทำได้เพียงหนึ่งปี แต่ยังเดินหน้าพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ตามแนวโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการพัฒนาดอยตุง โดยเน้นสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน พัฒนาชุมชนให้อยู่ได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน

20180128-MIS01-04

          ด้าน นายวรวิทย์ รวีนิภาพงศ์ กล่าวว่า ดีใจและภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างชื่อเสียงให้กับองค์การ รางวัลนี้เป็นผลมาจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาสังคมชุมชนรอบเขื่อนสิรินธรให้พ้นจากความยากจนมีรายได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และที่สำคัญคงจะไม่มีรางวัลนี้หากไม่ได้รับความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่จากพี่ ๆ น้อง ๆ ผู้ปฏิบัติงานเขื่อนสิรินธรที่ทุ่มเทและสละเวลาลงพื้นที่เข้าหาชุมชนอย่างต่อเนื่อง สำหรับเป้าหมายของโครงการในปีนี้คือ การสร้างรายได้ให้กับชุมชนโดยการปรับปรุงเขื่อนสิรินธรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ และเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าโอทอปของชุมชน อาทิ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผักออร์แกนิค ปลาแก้ว ปลาส้ม เป็นต้น และเดินหน้าตามแผนงานโครงการที่ได้วางไว้ให้สำเร็จโดยเร็ว

20180128-MIS01-05

          ทั้งนี้ โครงการเขื่อนสิรินธรโมเดล มีจุดเริ่มต้นมาจากปัญหาของชุมชนโดยรอบเขื่อนสิรินธรซึ่งได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน ส่งผลให้มีการอพยพประชาชนไปอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีความแห้งแล้งและขาดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก โดยในปี 2559 ผู้ว่าการฯ จึงมีนโยบายในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยชี้แนะผู้ปฏิบัติงานเขื่อนสิรินธรเข้าไปศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการพัฒนาดอยตุง เพื่อนำความรู้มาปรับใช้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชุมชน สังคม และเขื่อนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ยึดหลักการสำคัญในการพัฒนาคือ “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ซึ่งโครงการเขื่อนสิรินธรโมเดลมีหัวใจสำคัญในการดำเนินงาน 6 ด้านคือ
          1. ชุมชนต้องมีรายได้เพิ่มขึ้น
          2. ต้องมีตลาดรองรับผลผลิตของชุมชน
          3. ทำในสิ่งที่เป็นความต้องการของชุมชน
          4. สร้างรายได้ให้กับชุมชนโดยที่ไม่ใช่เป็นการให้เปล่า และหากชาวบ้านมีกำไรเหลือจะนำไปจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาต่อยอดต่อไป
          5. สร้างศูนย์การเรียนรู้ โดยทำต้นแบบให้ชาวบ้านได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้และให้ชาวบ้านลงมือปฏิบัติเอง
          6. สร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อสร้างนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์พัฒนาอาชีพของชุมชน
โดยปัจจุบันมีสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถช่วยชุมชนได้จริงแล้วถึง 5 ผลงาน อาทิ เครื่องสับมันสำปะหลัง เตาอบลดความชื้นให้ข้าวเปลือก เป็นต้น