คริสต์มาสอีฟปีที่ผ่านมา ชาวเยอรมันหลายคนมีความสุขเป็นพิเศษ เนื่องจากได้เงินจากการใช้ไฟฟ้า เพราะปริมาณไฟฟ้าในระบบมีอยู่มาก จนกระทั่งผู้ผลิตไฟฟ้าต้องยอมจ่ายเงินให้ประชาชนใช้ไฟ แต่เพราะนโยบายพลังงานทดแทนที่สุดโต่งมากเกินไป กลับทำราคาค่าไฟฟ้าที่ทุกคนต้องจ่ายแพงเกือบที่สุดในโลก ที่สุดท้ายเป็นประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมเพียงเล็กน้อย แต่ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายที่คนจนต้องแบกรับ

20180131 ART01 01

         ประเทศเยอรมนีมักถูกหยิบยกมาเป็นมาตรฐานในการตัดสินการดำเนินการบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศอื่น โดยเยอรมนีเริ่มนโยบายพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอย่างสุดโต่งมามากกว่า 20 ปี ภายใต้ชื่อนโยบาย Energiewende ซึ่งมีมาตรการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ feed-in tariff ตั้งแต่ปี 2534 เป็นการรับรองราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่สูงกว่าราคาตลาด หรือเป็นการรับรองกำไรให้กับภาคพลังงานหมุนเวียน

         แต่นโยบาย Energiewende ก่อให้เกิดต้นทุนที่สูงมาก ช่วง 20 ปีที่ผ่านมามีค่าใช้จ่ายที่เกิดจากนโยบายนี้ประมาณ 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรืออีกนัยหนึ่ง ชาวเยอรมันกว่า 80 ล้านคน ต้องจ่ายภาษีให้กับการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนคนละ 2,500 เหรียญสหรัฐ

         ในปี 2554 ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่อยู่อาศัย 1 ครัวเรือน จ่ายค่า feed-in tariff โดยเฉลี่ย 171 เหรียญสหรัฐ ซึ่งส่งผลให้เยอรมนีทำลายสถิติค่าไฟฟ้าสูงที่สุด และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีค่าไฟฟ้าสูงที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจใกล้เคียงกันอย่างสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ

20180131 ART01 02

         ค่าไฟฟ้าประเภทที่อยู่อาศัยของประเทศต่างๆในยุโรป ในครึ่งปีแรกของ พ.ศ. 2560 (หน่วย: ยูโรต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง)   http://ec.europa.eu/eurostat/statisticsexplained/index.php/File:Electricity_prices_for_household_consumers,_first_half_2017_(EUR_per_kWh).png

         ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่สูงเป็นผลเสียต่อคนจน เนื่องจากคนเหล่านี้มีแนวโน้มค่าใช้จ่ายในด้านพลังงานเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ มีการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของชาวอเมริกันซึ่งตีพิมพ์ในวารสารเศรษฐศาสตร์ “Public Choice” เปรียบเทียบความแตกต่างของคนมีรายได้น้อยและรายได้สูง ซึ่งผลการวิเคราะห์ระบุว่า คนอเมริกันรายได้น้อยจ่ายค่าไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงกว่าคนมีรายได้สูงถึงร้อยละ 85

         ทั้งธนาคารยุโรปและสถาบันพลังงาน Insight E เคยพูดถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการวิเคราะห์ว่านโยบายพลังงานมีผลกระทบต่อคนจนอย่างไรด้วย เพราะนโยบายพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากความตั้งใจอันดี สุดท้ายแล้วนำไปสู่การขาดแคลนพลังงาน หรือทำให้คนจนเข้าถึงพลังงานได้ยากกว่าเดิม ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกเมื่อคิดจะใช้นโยบายเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล ต่างมองข้ามผลกระทบต่อคนจน

         แม้นโยบาย Energiewende จะนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน ซึ่งอาจฟังดูเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนที่เป็นกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่นโยบายนี้ก็ก่อให้เกิดผลที่ไม่ได้คาดฝันเช่นกัน

         ยิ่งมีพลังงานหมุนเวียนในระบบมาก ยิ่งเกิดความท้าทายในเชิงเทคนิค ในการรักษาปริมาณไฟฟ้าในระบบให้สมดุลกับความต้องการ เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มมาในระบบไม่สามารถถูกสั่งการให้ผลิตไฟฟ้าเพิ่มหรือลดตามที่ต้องการได้ เพราะแผงเซลล์แสงอาทิตย์ผลิตไฟได้ต่อเมื่อมีแดด และฟาร์มกังหันลมผลิตไฟได้ต่อเมื่อมีลม ผู้ควบคุมระบบต้องใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศเพื่อควบคุมสั่งการ แต่พลังงานลมและแสงอาทิตย์ก็ยังเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะค่าไฟติดลบ

20180131 ART01 03

         ภาพเมฆปกคลุมฟาร์มกังหันลมในเมือง Bischofsroda ประเทศเยอรมนี

         https://science.howstuffworks.com/environmental/energy/germanys-power-prices-go-negative-but-whos-getting-paid.htm

         ปัญหาของพลังงานหมุนเวียนไม่ใช่แค่เรื่องความไม่สมดุลกันระหว่างปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้และความต้องการใช้ เท่านั้น แต่ยังมีประเด็นด้านต้นทุนสิ่งแวดล้อม อย่างที่ผู้เชี่ยวชาญนโยบายพลังงาน Richard Martin แห่งนิตยสาร MIT Technology Review ได้เขียนเกี่ยวกับนโยบายพลังงานหมุนเวียนของเยอรมนีว่า “หลังจากปริมาณการปล่อยคาร์บอนของเยอรมนีลดลงมาหลายปี ในปี 2558 มีการปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการผลิตไฟฟ้ามากกว่าความต้องการใช้”

         ที่เยอรมนีต้องผลิตไฟฟ้าเกินความต้องการ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องเผื่อไว้ในกรณีที่ลมอาจจะไม่พัด หรือมีเมฆบังพระอาทิตย์ เพราะหากเป็นเช่นนั้น โดยที่ไม่มีโรงไฟฟ้าเตรียมพร้อมผลิตไฟฟ้าเพิ่ม ระบบไฟฟ้าจะล่มและเกิดไฟฟ้าดับ ซึ่งโดยปกติ โรงไฟฟ้าที่ต้องเดินเครื่องไว้เผื่อกรณีที่ลมสงบและมีเมฆมาก คือโรงไฟฟ้าถ่านหิน และเมื่อเยอรนมีเลือกที่จะปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ส่วนใหญ่ลง จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากถ่านหิน

         ท้ายที่สุดแล้ว นโยบาย Energiewende บังคับให้เยอรมนีต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้น รวมกว่า 10,000 เมกะวัตต์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และแม้เยอรมนีจะใช้งบประมาณจำนวนมากสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน มีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้ร้อยละ 40 แต่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนได้

         ราคาไฟฟ้าที่ติดลบนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากนโยบายพลังงานสุดโต่งของรัฐบาล ที่เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนมหาศาล หากมองผิวเผิน นโยบายนี้ดูจะช่วยปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต แต่หากมองให้ลึก เป็นผลเสียทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและผู้ใช้ไฟฟ้า ผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายของเยอรมนีและประเทศอื่นๆ ที่กำลังดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศควรชั่งน้ำหนัก พิจารณาถึงผลกระทบทั้งต่อคนจนและสิ่งแวดล้อมให้ถี่ถ้วน

 

         แปลและเรียบเรียง : สุภร เหลืองกำจร

         ข้อมูลจาก Germany shows how shifting to renewable energy can backfire http://thehill.com/opinion/energy-environment/369386-germany-shows-how-shifting-to-renewable-energy-can-backfire