รายงานที่จัดทำโดยองค์กรพลังงานหมุนเวียนนานาชาติ (International Renewable Energy Agency - IRENA) ระบุว่า ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มราคาถูกกว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เนื่องจากมีการพัฒนาเทคโนโลยี ประกอบกับการส่งเสริมของรัฐบาลประเทศต่างๆ และโครงการที่ได้รับการพัฒนาเป็นรูปธรรม จนส่งผลให้ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนของโลกลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ โดยในปี 2563 อาจมีแนวโน้มถูกกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะที่ สำนักบริหารสารสนเทศพลังงานของสหรัฐอเมริกา (US Energy Information Administration: EIA) คาดการณ์ว่าเชื้อเพลิงที่จะมีความต้องการใช้เติบโตมากที่สุดจนถึงปี 2583 คือก๊าซธรรมชาติ

20180201 ART01 01

         ในรายงานของ IRENA ระบุว่า ประเทศจีนมีบทบาทสำคัญในการลดต้นทุนพลังงานหมุนเวียนของโลก โดยในประเทศจีนเอง มีราคาขายไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ตกลงจากประมาณ 0.43 เหรียญสหรัฐต่อวัตต์ในปี 2559 เป็น 0.3 เหรียญสหรัฐต่อวัตต์ในปี 2560 และในปี 2560 นี้เองที่จีนมีกำลังผลิตติดตั้งของพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น 52,830 เมกะวัตต์ ส่งผลให้มีกำลังผลิตจากแสงอาทิตย์รวมทั้งหมด 130,250 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วนในการผลิตไฟฟ้าของประเทศอยู่ร้อยละ 7.3 นอกจากนั้น จีนยังเพิ่มกำลังผลิตของพลังงานน้ำอีก 12,800 เมกะวัตต์ และพลังความร้อนอีก 45,780 เมกะวัตต์

         ในปี 2560 จีนยังได้พยายามลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ด้วยการเพิ่มสถานีชาร์จรถไฟฟ้าขึ้นร้อยละ 51 โดย IRENA ระบุว่า ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนที่ต่ำลงส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เพราะช่วยให้การกักเก็บพลังงานไฟฟ้ามีต้นทุนลดลง

20180201 ART01 02

กราฟคาดการณ์สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของโลก การใช้พลังงานหมุนเวียนและก๊าซธรรมชาติเติบโตสูงสุด

         ในทางกลับกัน รายงาน International Energy Outlook 2017 จัดทำโดย สำนักบริหารสารสนเทศพลังงานของสหรัฐอเมริกา (US Energy Information Administration: EIA) ได้คาดการณ์ว่าเชื้อเพลิงที่จะมีความต้องการใช้เติบโตมากที่สุดจนถึงปี 2583 คือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีอัตราการเติบโตร้อยละ 43

         ส่วนความต้องการใช้ปิโตรเลียมและเชื้อเพลิงเหลวอื่น ๆ จะเติบโตต่อไป ในอัตราร้อยละ 18 ด้านความต้องการใช้ถ่านหิน จะยังคงที่อยู่ในระดับปัจจุบัน คือประมาณ 160,000 ล้านล้านบีทียู โดยความต้องการใช้ในจีนจะลดลง แต่ในอินเดียจะเพิ่มขึ้น

         พลังงานหมุนเวียน (น้ำ ลม แสงอาทิตย์ พลังความร้อนใต้พิภพ และอื่น ๆ) เป็นแหล่งพลังงานที่มีความต้องการใช้เติบโตสูงสุด โดยลม แสงอาทิตย์และก๊าซธรรมชาติ รวมกันครองสัดส่วนของการเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้ผลิตไฟฟ้ามากที่สุด ซึ่งในปี 2583 พลังงานหมุนเวียนจะครองสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของโลกร้อยละ 31 เป็นสัดส่วนที่เท่ากันกับถ่านหิน

         จากรายงานทั้งสองชิ้น สะท้อนให้เห็นว่า แม้ต้นทุนของ “พลังงานหมุนเวียน” จะมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ แต่ “พลังงานฟอสซิล” ก็ยังคงความสำคัญ และมีความต้องการใช้งานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ดังนั้นการเลือกใช้พลังงานประเภทใดก็ตาม จำเป็นต้องพิจารณาให้เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพสังคม เศรษฐกิจ ณ ปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคตควบคู่กันไป

เรียบเรียงจาก

         - EIA report projects fossil and nuclear fuels will provide 83% of total global energy in 2040
https://www.lexology.com/library/detail.aspx?g=75d2e09e-c703-419d-9e59-c0d56e1165f1

         - International Energy Outlook 2017
https://www.eia.gov/outlooks/ieo/pdf/0484(2017).pdf

         - Renewable energy may be cheaper than fossil fuels by 2020
https://www.engadget.com/2018/01/23/renewable-energy-may-be-cheaper-than-fossil-fuels-by-2020/