บทความกึ่งวิเคราะห์ของนิตยสารฟอร์บส์ รายงานว่า มีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการความมั่นคง และความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้าสหรัฐ ภายหลังจากที่เกิดพายุฤดูหนาว ‘บอมบ์ ไซโคลน’ ที่พัดถล่มทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐ ในช่วงต้นปี 2561 ที่ผ่านมา ทำให้ศูนย์ควบคุมระบบส่งไฟฟ้าต่างๆ ระบุว่า ในช่วงดังกล่าวมีการใช้ถ่านหินเพิ่มมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิง

20180321 ART01 01

          “ในเหตุการณ์ที่ผ่านมาสิ่งที่เกิดขึ้นชัดเจน (บอมบ์ ไซโคลน) คือ การยังคงต้องพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าฐาน และการกระจายสัดส่วนพลังงาน” Bruce Walker ผู้ช่วยรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐ กล่าวในคณะกรรมการทรัพยกรธรรมชาติ และพลังงานของวุฒิสภา

          ขณะเดียวกัน Andrew Ott ประธานบริหารของ PJM Interconnection ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลระบบส่งไฟฟ้าใน 13 รัฐ และในกรุงวอชิงตัน ดีซี ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า สถานการณ์ที่ผ่านมาอาจเกิดไฟฟ้าดับได้ หากไม่มีโรงไฟฟ้าถ่านหิน

20180321 ART01 03

          จากการคาดการณ์ที่จะมีการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน จึงเกิดคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับระบบไฟฟ้าสหรัฐ หากกำลังผลิตจากถ่านหินหายไป โดยประเด็นดังกล่าวกำลังเป็นที่ถกเถียงในรัฐแอริโซนา ที่ซึ่งโรงไฟฟ้าถ่านหิน Najavo (NGS) กำลังผลิต 2,250 เมกะวัตต์ ที่วางแผนปิดก่อนกำหนดเวลา ภายในปี 2562 นี้

          หลักฐานจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า การปิดโรงไฟฟ้าดังกล่าวก่อนกำหนดจะทำให้ค่าไฟสูงขึ้น มีความไม่แน่นอนในความมั่นคงระบบไฟฟ้า และค่าน้ำที่สูงขึ้น โดยการศึกษาจาก Quanta Technology บริษัทที่ปรึกษาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบุว่า การปิดโรงไฟฟ้า NGS จะกระทบต่อความมั่นคงไฟฟ้า ในพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐ โดยได้ประเมินว่า อาจทำให้เกิดไฟดับเป็นวงกว้างได้ใน 2 กรณี

          กรณีแรก คือ หากเกิดปัญหาของท่อส่งก๊าซ El Paso และ/หรือ เกิดปัญหาขึ้นกับท่อส่งก๊าซ Trans-Western และเหตุการณ์กรณีที่สองคือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Palo Verde ขนาด 4,100 เมกะวัตต์ ไม่ได้เดินเครื่อง

         “การไม่มีโรงไฟฟ้าถ่านหิน Najavo จะสร้างความตึงเครียดให้กับระบบส่งของแอริโซนา ด้วยโหลดที่สูงเกินไปจนไม่สามารถรับได้ และด้วยการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าดังกล่าว จะเกิดความมั่นคงของระบบส่ง ภายใต้สถานการณ์ใดๆ ก็ตาม” รายงานของ Quanta Technology ระบุ

20180321 ART01 02

         ขณะเดียวกัน Navigant Consulting ประเมินว่า โรงไฟฟ้าดังกล่าวจะช่วยให้ผู้บริโภค และเจ้าของธุรกิจประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานถึง 400 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน Energy Ventures และพบว่า การดำเนินงานโรงไฟฟ้า NGS จะช่วยประหยัดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ถึง 370 ล้านเหรียญสหรัฐไปจนถึงปี 2573 และช่วยป้องกันไม่ให้ค่าน้ำของอุตสาหกรรมและเทศบาล มีราคาเพิ่มขึ้นในช่วง 10 ปีข้างหน้า

         นอกจากนี้แล้ว การปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน Najavo ยังเกี่ยวข้องกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงกับชาวพื้นเมืองในพื้นที่ อันได้แก่ ชนพื้นเมือง Hopi และชนพื้นเมือง Najavo ที่ต้องพึ่งพารายได้ และงานจากโรงไฟฟ้า และเหมือง Kayenta

 

  ที่มา : Coal Retirements Threaten U.S. Electric Grid Reliability and Resiliency https://www.forbes.com/sites/judeclemente/2018/03/18/coal-retirements-threaten-u-s-electric-grid-reliability-and-resiliency/#790d5a34403e

         แปลและเรียบเรียง : ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์