random-csr-img06.jpg

          เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว (ปี 2560) ได้มีโอกาสเห็นแปลงนาข้าวสีเขียวสดอยู่ตรงเบื้องหน้า ปลายยอดต้นข้าวกำลังพลิ้วไหวไปตามลม ...และอีกไม่นานต่อมา จากต้นข้าวเล็กๆ ก็กลายมาเป็นต้นข้าวใหญ่ที่ออกรวงเมล็ดอิ่ม สีทองเต็มพื้นที่แปลงนา เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตก็ว่าได้ ที่ได้เห็นภาพนี้ เพราะเบื้องหลังแปลงนาข้าวนั้น ไม่ใช่ภูเขากว้างเหมือนอย่างที่คุ้นเคย แต่กลับเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่แทน

20180314-CSR01-01

          ใช่แล้วค่ะ พื้นที่แห่งนี้คือ พื้นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ จ.นนทบุรี ซึ่งถูกจัดสรรเป็นแปลงนาสาธิต ขนาด 1 ไร่ ภายในบริเวณของสวนน้ำพระทัย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำนักงานใหญ่ ที่นี่มีการทำนาอินทรีย์ปลอดสารเคมี ตามรูปแบบชีววิถี กฟผ. นั่นคือ อนุรักษ์สืบทอดวิถีชีวิตการปลูกข้าวของคนไทย เป็นแหล่งเรียนรู้การปลูกข้าวที่ทั้งผู้ปลูกและผู้รับประทานข้าว จะได้รับประโยชน์จากข้าวและปลอดภัยจากสารเคมี

          ต้องขอเล่าย้อนกลับไปว่าแปลงนาสาธิตแห่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และสวนน้ำพระทัยของ กฟผ. มีความเป็นมาอย่างไร

ต้นกำเนิดสวนน้ำพระทัย

          สวนน้ำพระทัยแห่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สีเขียวตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ซึ่งได้กำหนดไว้ว่าต้องมีพื้นที่สีเขียวอยู่ในโรงไฟฟ้าไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 กฟผ. ต้องการทำพื้นที่สีเขียวให้สวยงามและเกิดประโยชน์คุ้มค่ามากที่สุด จึงได้น้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ซึ่งหมายถึงการใช้อย่างคุ้มค่า ด้วยการใช้ทรัพยากร ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งเป็นธาตุสำคัญทั้ง 4 อย่าง ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ด้วยการทดแทนบำรุงรักษา เพื่อให้สามารถนำทรัพยากรเหล่านั้นกลับมาหมุนเวียนใช้ต่อได้อย่างยั่งยืน

20180314-CSR01-02

          จากแนวพระราชดำรัสฯ นำมาเป็นแนวคิดออกแบบสร้าง “สวนน้ำพระทัย” บนพื้นที่สีเขียวของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ซึ่งเป็นสวนประมาณ 12 ไร่ที่จัดทำขึ้นใหม่ เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวแบบยั่งยืนด้วยแนวคิดการสร้างสวนป่าเชิงนิเวศ (Eco Park) โดยป่านี้จะเติบโตสร้างความอุดมสมบูรณ์ทางระบบนิเวศให้พื้นที่โรงไฟฟ้า และยังเป็นการนำแนวคิดศาสตร์พระราชา ได้แก่ โครงการปลูกป่า และโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่ง กฟผ. ได้สนองพระราชดำริมาจัดไว้ในส่วนแห่งนี้ด้วย

          นอกจากนั้น ยังมุ่งหวังให้เป็นพื้นที่สำหรับออกกำลังกาย และพักผ่อนหย่อนใจของผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. และประชาชนโดยรอบ ซึ่งเหมาะแก่การออกกำลังกายยามแดดร่มลมตก พร้อมกับศึกษาระบบนิเวศ รวมถึงนำแนวแนวคิดที่ได้ไปพัฒนาพื้นที่ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ที่ดิน สำนักงาน หรือ โรงเรียนให้มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ซึ่งถือเป็นการต่อยอดที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์มหาศาล

20180314-CSR01-03

สวนน้ำพระทัย พื้นที่สีเขียวของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ เน้นความสมดุลของธรรมชาติ

          แนวคิดในการออกแบบของสวนน้ำพระทัย เป็นการออกแบบในแนวทางของสวนป่านิเวศ ซึ่งออกแบบโดยฝ่ายออกแบบและบริหารงานก่อสร้าง กฟผ. ที่เน้นความสมดุลของธรรมชาติ ต้องการประโยชน์ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศธรรมชาติให้สมบูรณ์ โดยใช้หลักตามธรรมชาติที่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายถูกสร้างให้อยู่ร่วมกันและพึ่งพาซึ่งกันและกัน ในส่วนของการเลือกใช้ไม้พื้นถิ่น ซึ่งการปลูกป่าอนุรักษ์ต้องมีความประณีต ปลูกต้นไม้แบบผสมผสานด้วยพรรณไม้นานาชนิด หลายระดับชั้นเรือนยอด กระจายทั่วพื้นที่ โดยเน้นที่อายุยืนยาว เช่น ยางนา ประดู่ป่า สัก มะฮอกกานี อินทนิล ไทร กรวย นนทรี เป็นต้น ซึ่งต้นไม้ส่วนใหญ่เพาะจากเมล็ดพันธุ์ นอกจากนี้ได้มีการปรับระดับพื้นดินเพื่อสร้างทิศทางการไหลของน้ำ ซึ่งสอดรับกับการออกแบบพื้นที่ 3 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่กลางน้ำ และพื้นที่ปลายน้ำ อีกทั้งยังได้ใช้ทฤษฎีปลูกต้นไม้ให้โตเร็ว แนวคิดของ ดร.มิยาวากิ เจ้าของทฤษฎีปลูกป่าเชิงนิเวศ ที่ในพื้นที่ 1 ตารางเมตร จะลงกล้าไม้ 4 ต้น โดยปลูกคละชนิดกัน ที่กล้าไม้โตเร็วนั้นก็เพราะต้นไม้จะแข่งกันสูงเพื่อรับแสง และมีการนำต้นไม้ใหญ่เข้ามาบางส่วน เพื่อให้ร่มเงาในระหว่างที่ต้นไม้ที่เพาะจากเมล็ดกำลังเจริญเติบโต

20180314-CSR01-04

          สำหรับการออกแบบพื้นที่ 3 ส่วนนั้น พื้นที่ต้นน้ำ เป็นพื้นที่ปลูกป่าอนุรักษ์ หรือป่าต้นน้ำ เป็นพื้นที่สูงเพื่อให้น้ำไหลลงไปที่กลางน้ำและปลายน้ำ ปลูกต้นไม้พันธุ์ที่ทนต่อความแห้งแล้ง เช่น ต้นสัก ประดู่แดง ประดู่ป่าแดง และมีบ่อน้ำ ถัดมาเป็น พื้นที่กลางน้ำ เป็นพื้นที่ราบลงมา พันธุ์ไม้ที่ปลูกได้แก่ ต้นยางนา ตะเคียน เต็งรัง พะยอม แคนา นกยูงฝรั่ง อีกทั้งในส่วนนี้ยังมีศาลาไว้สำหรับนั่งพักผ่อนหย่อนใจ ล้อมรอบด้วยไม้นานาพรรณ มีน้ำตกที่จะไหลมารวมกับน้ำจากต้นน้ำ ลงไปสู่ พื้นที่ปลายน้ำ พื้นที่ส่วนสุดท้ายนี้จะเป็นพื้นที่ราบ ปลูกต้นไม้ที่มีผลและกินได้ เช่น มะพร้าว ทุเรียน มะกอกน้ำ และ เป็นที่ตั้งของศูนย์การเรียนรู้โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และแปลงนาสาธิต นอกจากนี้บริเวณโดยรอบพื้นที่สวนยังแฝงไปด้วยองค์ความรู้จากศาสตร์พระราชา โดยมีการจำลองรูปแบบของฝายชะลอน้ำ แก้มลิง การปลูกหญ้าแฝก ไว้โดยรอบบริเวณพื้นที่อีกด้วย

แปลงนาสาธิตและศูนย์การเรียนรู้ชีววิถี กฟผ.

20180314-CSR01-05

          ภายในพื้นที่ปลายน้ำของสวนน้ำพระทัยได้ถูกจัดสรรให้เป็นที่ตั้งของศูนย์การเรียนรู้โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งดูแลโดยฝ่ายกิจการสังคม ของ กฟผ. ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ได้แก่ 1. การปลูกพืช คือนาข้าวจำลองปลอดสารพิษ รูปเลข ๙ ขนาด 1 ไร่ 2. การปศุสัตว์คือเลี้ยงกบ 3. การประมงคือเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก และ 4. การจัดการสิ่งแวดล้อมคือธนาคารจุลินทรีย์ EM โดยเป็นการจำลององค์ความรู้ด้านชีววิถี เพื่อให้คนเมืองและผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ในส่วนกลางได้ศึกษา เนื่องจากโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ กฟผ. นั้น ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2541 ภายใต้หลักปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และนำไปส่งเสริมให้แก่ชุมชนโดยรอบพื้นที่ กฟผ. ทั่วประเทศ และเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนแล้วถึง 39 แห่งทั่วประเทศ

20180314-CSR01-06

          แปลงนาสาธิตนี้ จะใช้กระบวนการทาง ชีววิถี กฟผ. ตั้งแต่การเตรียมแปลง ด้วยการใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการปรับปรุงคุณภาพดิน ให้เหมาะต่อการดูดซึมของพืช หลังการปลูกจะใช้การควบคุมวัชพืช การควบคุมระดับน้ำในแปลงนา การใช้สารไล่แมลงจากพืชสมุนไพรที่หาได้รอบตัว เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้หอม เพื่อลดศัตรูพืชที่จะมารบกวนข้าว ตลอดจนการใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการฉีดพ่นในแปลงข้าว เพื่อให้ลำต้นข้าวมีความแข็งแรงและเป็นการสร้างความสมบูรณ์ในดิน ไปจนถึงกระบวนการเก็บเกี่ยว อีกทั้งน้ำที่ใช้ในการหล่อเลี้ยงต้นข้าว และดูแลต้นไม้ที่ปลูกในสวนน้ำพระทัยทั้งหมด ยังมาจากบ่อพักน้ำที่ผ่านการใช้งานจากหอหล่อเย็น (Cooling Tower) ของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โดยนำมาบำบัดและตรวจสอบคุณภาพ แล้วนำกลับมาใช้ใหม่

เรื่องเล่าจากแปลงนา

20180314-CSR01-07

          เมื่อแปลงนาสาธิตที่เตรียมไว้มีความสมบูรณ์พร้อม กิจกรรมดำนาปลูกข้าวจึงเริ่มต้นขึ้น โดยจัดกิจกรรมภายใต้ชื่องาน “ปลูกวันแม่เกี่ยววันพ่อ” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2560 โดยมีผู้ว่าการ กฟผ. พร้อมผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน ชุมชนและนักเรียนโดยรอบ กฟผ. มาร่วมลงแขกดำนาปลูกข้าวในแปลงเลข ๙ อย่างแข็งขัน วันเวลาผ่านไปต้นข้าวต้นน้อยๆ เริ่มเติบโต จวบจนถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2560 ซึ่งเป็นวันเก็บเกี่ยว เราทุกคนได้เห็นข้าวออกรวงสีทองเหลืองอร่ามไปทั่วทั้งแปลงนา และช่วยกันเก็บเกี่ยวผลผลิตจากแปลงนาซึ่งอุดมสมบูรณ์ดีสามารถเก็บเกี่ยวข้าวสารได้มากถึง 252 กิโลกรัม

20180314-CSR01-08

          ทว่ากว่าจะมีวันนี้ วันที่ต้นข้าวออกรวงงามทั่วทั้งแปลงนา เหล่าผู้ดูแลแปลงนา ต้องออกแรง ทั้งแรงกายและแรงใจมากมายทีเดียวในการดูแลผืนนาแห่งนี้ เริ่มตั้งแต่การเตรียมดินสำหรับปลูกข้าว ซึ่งต้องใช้วิธีการเดินเท้าเข้าไปยังแปลงนาเพื่อถมดิน และปัญหาใหญ่ที่สุดของการปลูกข้าวครั้งนี้คือ การเจอศัตรูที่มากัดกินต้นข้าวจาก 3 ทางคือทัพทางน้ำ ได้แก่ หอยเชอรี่ ทัพทางบก ได้แก่ หนู และทัพทางอากาศ ซึ่งทัพนี้ใหญ่ที่สุด ได้แก่ นกกระจิ๊บ นกกระจอก ส่งผลให้แปลงนาข้าวของเรากลายเป็นโต๊ะจีนขนาดใหญ่ให้เจ้าพวกนี้ได้อิ่มหนำสำราญ เหล่าผู้ดูแลต้องผลัดเวรกันคอยไล่ ตั้งแต่ทำหุ่นไล่กา ตีปี๊ป จุดประทัด ใช้ตาข่ายคลุมนาข้าว และอีกสารพัดวิธี เรียกได้ว่าปกป้องแปลงนากันสุดชีวิต

20180314-CSR01-09

          ฉะนั้นในวันที่ได้เห็นผลผลิต และได้เห็นภาพเหล่าผู้บริหารผู้ปฏิบัติงาน ถอดสูทเปลี่ยนชุดเพื่อเตรียมลุยแปลงนา ร่วมกันลงแขกปลูกข้าวและเกี่ยวข้าวด้วยบรรยากาศสนุกสนาน ซึ่งคงเป็นครั้งแรกของใครหลาย ๆ คนที่จะมีโอกาสได้ทำกิจกรรมเช่นนี้ จึงเป็นความภูมิใจของเหล่าผู้ดูแลแปลงนาทุกคน ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างผืนนาแห่งแรกใจกลาง กฟผ. ที่ซึ่งฉากหลังเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ นอกจากนี้ข้าวทุกเม็ดที่เก็บเกี่ยวได้ในครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงผลสำเร็จตามกระบวนการชีววิถีที่ไม่ใช่เป็นเพียงบทเรียนในตำรา แต่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง ซึ่งส่งผลให้ข้าวออกรวงอย่างสมบูรณ์

ข้าวจากแปลงนา พิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยไร้สารพิษ

          แม้จะเป็นการปลูกข้าวโดยไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่า ข้าวที่ปลูกในแปลงนา ที่ถูกขนาบข้างด้วยโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่แห่งนี้ ปลอดภัยไร้สารพิษ

20180314-CSR01-10

          กฟผ. ได้ส่งข้าวเปลือกจำนวนหนึ่งจากแปลงนาดังกล่าวไปตรวจสอบยังบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด และฝ่ายเคมี ของ กฟผ. เพื่อทดสอบหาสารปนเปื้อนในข้าว ผลปรากฏว่าไม่พบสารพิษปนเปื้อน จำพวกยาฆ่าแมลง และมีโลหะหนักปนเปื้อนน้อยมาก ไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานอาหาร (ซึ่งโดยธรรมชาติทั่วไปรอบตัวมนุษย์นั้นจะมีโลหะหนักที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม อาทิ จากควันบุหรี่ ควันรถยนต์ ดังนั้นการพบโลหะหนักจึงไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่ต้องมีปริมาณไม่เกินมาตรฐานที่กำหนดจึงจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย)

20180314-CSR01-11

          ข้าวที่เก็บเกี่ยวมาแล้วเหล่านี้ จะถูกนำไปขัดสีและแจกจ่ายเป็นอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนโรงเรียนต่างๆ อาทิ โรงเรียนวิมุตยาราม โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ นอกจากนี้ยังนับเป็นความภาคภูมิใจของชุมชนและชาว กฟผ. เป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสนำข้าวหุงขึ้นโต๊ะเสวย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ถึง 2 มื้ออาหาร ในคราวเสด็จประทับแรม ณ เรือนรับรองพิเศษ เขื่อนวชิราลงกรณ เมื่อวันที่ 4 – 5 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา สร้างความปลื้มปิติแก่ชุมชนและชาว กฟผ. ทุกคน

20180314-CSR01-12

          คุณพิสิษฐ์ ชะเอมกูล ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ผู้ซึ่งได้มีโอกาสถวายงานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในคราวนั้น เล่าว่า หลังจากที่ได้นำข้าวที่ปลูกในแปลงนาสาธิต กฟผ. ทดลองหุง โดยนำข้าวแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที ผลปรากฏว่าข้าวที่หุงแล้วมีกลิ่นหอม นิ่ม และมีสีออกแดงสวยงาม ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ดังนั้น ในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระทับแรม ณ เขื่อนวชิราลงกรณ จึงได้นำข้าวดังกล่าวหุงขึ้นโต๊ะเสวย คู่กับข้าวปกติ โดยกราบบังคมทูลสมเด็จพระเทพฯ ทรงทราบว่า นี่คือข้าวที่ปลูกโดยคน กฟผ. ภายในสำนักงานใหญ่ กฟผ. เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ ทรงเลือกเสวยข้าว กฟผ. พร้อมกันนี้ กฟผ. ได้ถวายข้าวสารให้ทรงนำกลับไปเสวยอีกจำนวนหนึ่งด้วย

20180314-CSR01-13

          สวนน้ำพระทัยและแปลงนาแห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ ที่แสดงถึงความตั้งใจจริงของ กฟผ. ในการพัฒนาพื้นที่สีเขียว ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่กฎหมายกำหนด แต่ กฟผ. กลับมุ่งมั่นพัฒนาให้พื้นที่สีเขียวสวยงามและเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งตอนนี้สวนน้ำพระทัยได้กลายเป็นสถานที่ออกกำลังกายและแหล่งพักผ่อนหย่อนใจยอดฮิตของชุมชนโดยรอบ กฟผ. รวมถึงผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. อีกด้วย ส่วนแปลงนาข้าว ได้พิสูจน์ฝีมือคน กฟผ. ที่ได้ไปสอนชุมชนทั่วประเทศมาแล้ว ถึงคราวนี้ต้องลงมือปฏิบัติเองสามารถทำออกมาได้ผลดีเป็นที่ประจักษ์ แถมข้าวที่ปลูกได้ยังปลอดภัยไร้สารเคมี และสามารถนำไปแจกจ่ายให้แก่นักเรียนตามโรงเรียนต่างๆ ได้อีกด้วย ต้องรอลุ้นต่อไปว่า พื้นที่แห่งนี้จะมีกิจกรรมดีๆ อะไรเกิดขึ้นอีก เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมดั่งเช่นกิจกรรมนี้