ภายหลังจากวิกฤตการณ์ฟุกุชิมะ เมื่อปี 2554 ส่งผลให้ญี่ปุ่นเผชิญกับวิกฤตทางด้านพลังงาน เนื่องจากต้องยุติการดำเนินงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 48 แห่งทั่วประเทศ ทำให้ต้องหันไปพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศมากถึงร้อยละ 93 ทั้งถ่านหิน ก๊าซ และน้ำมัน รวมไปถึงทำให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น

          David Livingston ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์สภาพลังงานแอตแลนติก ได้แสดงความเห็นแสดงความคิดเห็นว่า ญี่ปุ่นจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ และพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการนำเข้าเชื้อเพลิง สร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

20180404 ART01 01

          ค่อยๆ เริ่มเปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

          ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเองก็เล็งเห็นถึงความสำคัญของนิวเคลียร์ และพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากจะช่วยทั้งเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

         ปัจจุบัน ภายหลังจากที่ผู้กำกับดูแลพลังงานนิวเคลียร์ได้บังคับใช้กฎระเบียบด้ายความปลอดภัยฉบับใหม่ ญี่ปุ่นค่อยๆ เริ่มเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกครั้ง โดยนับตั้งแต่ปี 2554 ญี่ปุ่นได้เดินเครื่องแล้วทั้งหมด 6 เครื่อง และมีแผนที่จะเดินเครื่องเพิ่มอีก 2 เครื่องในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า

         อย่างไรก็ตาม การกลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังต้องใช้เวลาอีกมาก โดย Bloomberg New Energy Finance (BNEF) ประเมินว่า จะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกเพียง 3 แห่งที่กลับมาเดินเครื่อง เมื่อถึงปี 2563 และนิวเคลียร์จะมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าเพียงร้อยละ 9 เท่านั้น เมื่อถึงปี 2573 ซึ่งนับว่าต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่อยู่ที่ร้อยละ 20-22

         พลังงานหมุนเวียนราคายังสูง

20180404 ART01 02

         Livingston ระบุต่อไปว่า การสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนของรัฐบาลญี่ปุ่นได้เข้ามาช่วยเสริมช่องว่างที่หายไปของพลังงานนิวเคลียร์ โดยราคาของพลังงานแสงอาทิตย์ภายใต้มาตรการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 40 เยนต่อหน่วย (ราว 11-12 บาท) ในปี 2555 โดยได้การันตีราคาตลอดอายุ 20 ปี ส่งผลให้เกิดการลงทุนติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ทั่วประเทศ

         การสนับสนุนดังกล่าวส่งผลให้กำลังผลิตติดตั้งของแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากเดิมที่แทบจะไม่มีกำลังผลิตจากแสงอาทิตย์เลย มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นไปที่มากกว่า 60,000 เมกะวัตต์ ภายในสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนของมาตรการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนทำให้ค่าไฟขายปลีกเพิ่มขึ้น จนทำให้ญี่นมีค่าไฟแพงที่สุดในประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่

         ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นยังอยู่ในขั้นตอนของการออกกฎระเบียบเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของกังหันลมนอกชายฝั่ง ซึ่งระเบียบใหม่นั้นประเมินว่าจะช่วยลดต้นทุนพลังงานลมนอกชายฝั่งเหลือราว 36 เยนต่อหน่วย (ราว 11 บาท) ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับประเทศในยุโรป

         ทางในอนาคต

         ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์สภาพลังงานแอตแลนติก สรุปในตอนท้ายแนะนำว่า ญี่ปุ่นควรจะให้ความสำคัญกับกลไกทางด้านนโยบายที่สนับสนุนแหล่งพลังงานที่มั่นคง สะอาด และมีต้นทุนสมเหตุสมผล และหากต้นทุนพลังงานหมุนเวียนลดลง รัฐบาลควรสนับสนุนให้พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนผลิตไฟฟ้ามากกว่าร้อยละ 24 ในปี 2573 ขณะที่ ญี่ปุ่นควรใช้ทรัพยากรที่มีในประเทศ ซึ่งหมายรวมถึงความเชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน

         ที่มา : Japan’s New Energy Strategy Should Boost Both Renewables and Nuclear Power http://www.theenergycollective.com/david-livingston/2429953/japans-new-energy-strategy-should-boost-both-renewables-and-nuclear-power

         แปล และเรียบเรียงโดย ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์