กฟผ. แม่เมาะ

ความเป็นมา

         ไฟฟ้าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ ที่อำนวยความสะดวกสบายแก่ชีวิตประจำวันของทุกคน การที่จะได้พลังไฟฟ้ามาต้องอาศัยเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ มาเป็นต้นกำลังในการผลิต นับว่าเป็นโชคดีของประเทศไทย ที่นอกจากจะมีก๊าซธรรมชาติแล้ว ยังมีถ่านลิกไนต์ที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรเชื้อเพลิงที่สำคัญของประเทศและใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ ทดแทนการสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศได้จำนวนมหาศาล

สถานที่ตั้ง

         โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ห่างจากตัวเมืองลำปางเป็นระยะทางประมาณ 26 กิโลเมตร

เส้นทางคมนาคม

         จังหวัดลำปางอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ทางรถยนต์ประมาณ 600 กิโลเมตร ทางรถไฟประมาณ 625 กิโลเมตร และยังสามารถเดินทางโดยเครื่องบินโดยสารได้อีกทางหนึ่งจากตัวเมืองลำปาง เดินทางโดยรถยนต์ตามทางหลวงหมายเลข 1 สายลำปาง - เชียงราย พอถึงหลักกิโลเมตรที่ 601 เลี้ยงขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 11 สายลำปาง - อำเภอเด่นชัย ถึงหลักกิโลเมตรที่ 10 เลี้ยวซ้ายเข้าถนนผาลาด - แม่เมาะ อีก 10 กิโลเมตร จะผ่านที่ว่าการอำเภอแม่เมาะ และไปอีก 6 กิโลเมตร ก็จะถึงโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

ลักษณะโรงไฟฟ้า

         การสำรวจแหล่งถ่านลิกไนต์ในประเทศไทยเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2460 ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีการจ้างชาว ต่างประเทศเข้ามาสำรวจ ได้พบแหล่งถ่านลิกไนต์ที่บริเวณอำเภอแม่เมาะจังหวัดลำปาง และที่ตำบลคลองขนาน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ การสำรวจแหล่งลิกไนต์ในสมัยนั้นดำเนินไปแบบเป็นครั้งคราวไม่ต่อเนื่อง จนถึงปี พ.ศ. 2475 จึงได้ยุติการสำรวจลงเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2493 กรมโลหกิจ (กรมทรัพยากรธรณีในปัจจุบัน) รื้อฟื้นโครงการสำรวจแหล่งถ่านลิกไนต์ขึ้นมาดำเนินการอีกครั้ง

         กิจการเหมืองลิกไนต์ เริ่มเมื่อปี 2460 ในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อพลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมรถไฟหลวง มีพระประสงค์จะสงวนป่าไม้ไว้ จึงโปรดให้ทำการสำรวจหาเชื้อเพลิงชนิดอื่น เพื่อนำมาใช้แทนฟืนสำหรับหัวรถจักรไอน้ำของรถไฟ การสำรวจในระยะแรก ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวฝรั่งเศส ต่อมาระหว่างปี 2464 - 2466 ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกามาสำรวจอีก พบว่ามีแหล่งถ่านลิกไนต์ที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และที่คลองขนาน จังหวัดกระบี่ การสำรวจแหล่งถ่านหินลิกไนต์ ดำเนินการแบบเป็นครั้งคราวไม่ต่อเนื่อง จนถึง พ.ศ.2475 จึงได้หยุดชะงักเป็นเวลานาน

         พ.ศ. 2493 กรมโลหกิจ (กรมทรัพยากรธรณี) รื้อฟื้นโครงการสำรวจแหล่งถ่านหินลิกไนต์ขึ้นมาดำเนินการอีกครั้ง

         พ.ศ. 2496 ได้พบแหล่งถ่านลิกไนต์มีแนวชั้นติดต่อกันยาวไปตามลำห้วยในแอ่งแม่เมาะ และที่แหล่งกระบี่อีกเป็นจำนวนมาก

         พ.ศ. 2497 รัฐบาลจัดตั้ง “องค์การพลังงานไฟฟ้าลิกไนต์” เปิดการทำเหมืองที่อำเภอแม่เมาะ

         พ.ศ. 2498 เริ่มผลิตถ่านลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะจำหน่าย โรงบ่มใบยาสูบในภาคเหนือ โรงงานของการรถไฟจังหวัดนครราชสีมา โรงปูนซิเมนต์ของบริษัทชลประทานซีเมนต์ จังหวัดนครสวรรค์ โรงไฟฟ้าวัดเลียบและโรงไฟฟ้าสามเสนของการไฟฟ้านครหลวง

         พ.ศ. 2500 สามารถผลิตถ่านหินลิกไนต์ได้ปีละ 120,000 ตัน เทียบกับการใช้ไม้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงปริมาณ 300,000 ลูกบาศก์เมตร หรือต้องตัดไม้จากป่าปีละประมาณ 30,000 ไร่ หรือหากเทียบกับการใช้น้ำมันเตาที่ต้องซื้อจากต่างประเทศปีละประมาณ 35 ล้านลิตร

         เมื่อประสบความสำเร็จในการผลิตลิกไนต์จำหน่ายเป็นเชื้อเพลิง จึงมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ขนาดกำลังผลิต 12,500 กิโลวัตต์ โดยใช้ถ่านลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง และทำพิธีเปิดวันที่ 28 พฤศจิกายน 2503

         เนื่องจากแหล่งแม่เมาะอุดมไปด้วยเชื้อเพลิงลิกไนต์จำนวนมหาศาล ซึ่งสามารถนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง ในปี พ.ศ. 2515 รัฐบาลอนุมัติโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะในระยะเริ่มแรก จำนวน 2 เครื่อง กำลังผลิตเครื่องละ 75 เมกะวัตต์ งานขยายเหมืองแม่เมาะก็เพิ่มปริมาณจากที่เคยผลิตได้ปีละแสนกว่าตันเป็นล้านๆตัน และหลังจากนั้นเมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ทยอยก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมขึ้นเป็นลำดับ จนถึงปัจจุบันโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีโรงไฟฟ้าทั้งหมดรวม 10 เครื่อง (เครื่องที่ 4-13) กำลังผลิตรวมทั้งสิ้น 2,180 เมกะวัตต์ เมื่อโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 4-7 (MMRP1) ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2562 โรงไฟฟ้าแม่เมาะจะมีโรงไฟฟ้ารวมทั้งหมด 10 เครื่อง (ปลดเครื่อง 4-7 ออกจากระบบ) กำลังผลิตรวมทั้งสิ้น 2,275 เมกะวัตต์ ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 18,000 ล้านหน่วยต่อปี

การดำเนินงานก่อสร้าง

         โรงไฟฟ้าแม่เมาะประกอบด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งสิ้น 13 เครื่อง โดยมีลำดับขั้นตอนในการก่อสร้างและนำเข้าใช้งานพร้อมจ่ายเข้าสู่ระบบดังนี้

เครื่องที่ กำลังผลิตติดตั้ง (เมกะวัตต์) เริ่มก่อสร้าง (ปี พ.ศ.) นำเข้าใช้งาน (ปี พ.ศ.) หมายเหตุ
1 75 2518 2521 ปลดออกจากระบบ
2 75 2518 2522 ปลดออกจากระบบ
3 75 2518 2524 ปลดออกจากระบบ
4 140 2524 2527
5 140 2524 2527
6 140 2525 2528
7 140 2525 2528
8 270 2529 2532  
9 270 2530 2533  
10 270 2532 2534  
11 270 2532 2535  
12 270 2534 2538  
13 270 2534 2538  
รวม 2,405 2524 - 2534 2527 - 2538  

ระบบส่งไฟฟ้า

         ในบริเวณโรงไฟฟ้าแม่เมาะประกอบด้วยลานไกไฟฟ้า 3 แห่ง เพื่อรองรับพลังไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าแล้วส่งผ่านสายส่งไฟฟ้าไปยังจังหวัดต่างๆ ด้วยแรงดันไฟฟ้าหลายระดับ คือ 115 KV, 230 KV, และ 500 KV โดยเชื่อมโยงกับระบบส่งไฟฟ้าทั้งภาคเหนือตอนบนและตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การดูแลด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

         จากการที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะใช้ถ่านลิกไนต์ในการผลิตไฟฟ้า กฟผ. ได้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ น้ำ และดิน และความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง กฟผ. จึงได้มุ่งเน้นในการสำรวจและศึกษาทางนิเวศวิทยา ก่อนตัดสินใจดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งกล่าวได้ว่าในบรรดาโครงการต่างๆ ที่ กฟผ. ดำเนินการมา โรงไฟฟ้าแม่เมาะได้รับการสำรวจศึกษาและแก้ไขทางนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมมากที่สุด

มาตรการในการดูแลและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

  1. ติดตั้งเครื่องดักจับฝุ่นที่โรงไฟฟ้า ซึ่งมีประสิทธิภาพระหว่างร้อยละ 89.5 - 99.7 เพื่อกรองฝุ่นจากการเผาไหม้ถ่านลิกไนต์ก่อนที่จะระบายอากาศทางปล่องควัน
  2. ติดตั้งจุดตรวจวัดค่าความเข้มข้นของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ไว้ตามหมู่บ้านต่างๆรวม 16 จุด จากจุดตรวจวัดเครื่องจะรายงานผลเข้าสู่ห้องควบคุมในโรงไฟฟ้า และยังรายงานเป็นระบบออนไลน์ไปยังโรงพยาบาลแม่เมาะ และกรมควบคุมมลพิษอีกด้วย หากพบว่ามีค่าความเข้มของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินมาตรฐาน กฟผ. จะลดการเดินเครื่องลงทันที
  3. ฉีดพ่นน้ำบนถนนเป็นประจำ เพื่อลดฝุ่นและพรมน้ำลงบนวัสดุที่มีการฟุ้งกระจายขณะขนถ่าย
  4. น้ำจากกระบวนการผลิตในโรงไฟฟ้าจะผ่านขบวนการบำบัดทางชีวภาพ โดย กฟผ. ขุดบ่อพักน้ำเป็นระยะๆ เพื่อให้สารแขวนลอยตะกอนรวมทั้งปลูกพืชดูดซับสารละลายที่เจือปนมาในน้ำ เติมอากาศในน้ำ และตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ
  5. ตรวจวัดแหล่งกำเนิดเสียงภายในโรงไฟฟ้า ซึ่งเกิดจากการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และบริเวณใกล้เคียงโรงไฟฟ้าเพื่อควบคุมให้อยู่ในระดับที่เป็นมาตรฐาน
  6. นอกจากนี้ยังได้ทำการติดตั้งเครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่โรงไฟฟ้าเครื่องที่ 4-13 ซึ่งสามารถกำจัดก๊าซฯได้ถึงร้อยละ 95 เพื่อเป็นหลักประกันในคุณภาพอากาศที่ดียิ่งขึ้น

         รายละเอียดในการติดตั้งเครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

เครื่องที่ เริ่มก่อสร้าง (ปี พ.ศ.) วันที่เริ่มใช้งาน
8 2537 26 พฤศจิกายน 2540
9 2537 17 กันยายน 2540
10 2537 28 มีนาคม 2541
11 2537 30 มกราคม 2541
12 2536 2 พฤษภาคม 2538
13 2536 18 กันยายน 2538

 

การโยกย้ายราษฎร

         การดำเนินงานเหมืองและการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมีการอพยพราษฎรบางส่วนออกจากพื้นที่บริเวณโครงการ กฟผ. ได้ใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการจัดหาพื้นที่ใหม่ เพื่อให้ราษฎรสามารถใช้เป็นที่ทำกินได้อย่างต่อเนื่อง ในการโยกย้ายที่อยู่แต่ละครั้งราษฎรจะได้รับเงินทดแทนอย่างยุติธรรม ตามหลักเกณฑ์ได้รับการจัดสรรที่ทำกิน และมีที่อยู่ใหม่อันเหมาะสมภายในบริเวณที่จัดสรรจะมีสาธารณูปโภคครบครัน เช่น น้ำ ไฟฟ้า ถนน โรงกรองน้ำ โรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์ราชการ ที่ทำการไปรษณีย์ตลาดสด รวมทั้งพัฒนาและส่งเสริมอาชีพต่างๆ จนทำให้หมู่บ้านอพยพท่าปะตุ่น-นาแขม ได้รับการชมเชยจากตัวแทนธนาคารโลกว่า “เป็นชุมชนตัวอย่างของโลกเพราะมีความสมบูรณ์แบบในทุกด้าน”

โรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 4 - 7 (MMRP1)

         โรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 4 - 7 (MMRP1) มีกำลังผลิตติดตั้ง 655 เมกะวัตต์ สร้างขึ้นเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมที่จะถูกปลดตามอายุการใช้งาน มีกำหนดเริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบไปยังภาคเหนือและเสริมการใช้ไฟฟ้าภาคกลางในปี 2562 ซึ่งจะทำให้โรงไฟฟ้าแม่เมาะมีกำลังผลิตรวม 2,275 เมกะวัตต์

  • ใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง
  • เทคโนโลยี Ultra-Super Critical (USC) หรือเทคโนโลยีไอน้ำแบบแรงดันเหนือวิกฤติ ใช้ระบบหม้อไอน้ำ (Boiler) ที่ผลิตไอน้ำได้ดีขึ้นด้วยอุณหภูมิและแรงดันที่สูงขึ้น มีการเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • มีเทคโนโลยีกำจัดมลสารที่ทันสมัย ประกอบด้วย
    • อุปกรณ์เครื่องดับจับก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (Selective Catalytic Reduction: SCR)
    • เครื่องดักจับฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator: ESP)
    • เครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Flue Gas Desulfurisation)

สรุป

         โรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ในภาคเหนือ เป็นสื่อกลางในการนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ท้องถิ่นของชนในภาคเหนือ และพลังงานไฟฟ้าส่วนที่เหลือยังสามารถส่งไปหล่อเลี้ยงจุดศูนย์กลางที่หนาแน่นไปด้วยอุตสาหกรรม ธุรกิจ การค้า และที่อยู่อาศัย ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าในปริมาณมากเป็นลำดับของประเทศ อย่างเช่นกรุงเทพฯ เขตปริมณฑล และหลายจังหวัดในภาคกลางรวมทั้งส่งพลังงานไฟฟ้าไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้วย การที่แม่เมาะมีโรงไฟฟ้าถึง 10 เครื่อง เนื่องจากแม่เมาะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งเชื้อเพลิงลิกไนต์ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญยิ่งของประเทศ หากไม่นำมาพัฒนาและใช้ประโยชน์ในยามที่ประเทศต้องการพลังงานไฟฟ้า ก็จะเป็นการสูญเสียโอกาสและหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพงและไม่แน่นอน ทั้งยังทำให้ต้นทุนในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าโดยรวม ควบคู่ไปกับการดำเนินงานผลิตไฟฟ้า กฟผ. ได้เฝ้าระมัดระวังตรวจสอบคุณภาพอากาศ น้ำ และดิน ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตของชุมชน สัตว์เลี้ยงและพืชต่างๆ อันเกิดจากการดำเนินงานขยายเหมือง การลำเลียงถ่านลิกไนต์เข้าสู่โรงไฟฟ้า และการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แม่เมาะเป็นเมืองที่น่าอยู่ ปราศจากมลภาวะ สามารถอำนวยประโยชน์ด้านพลังงานไฟฟ้า สร้างความเจริญให้แก่ท้องถิ่น ทั้งจังหวัดลำปางและหลายจังหวัดในประเทศอีกด้วย

ข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2562