024.jpg

         ผู้ว่าการ กฟผ. แถลงนโยบายต่อผู้ปฏิบัติงานอย่างเป็นทางการ พร้อมกันทั่วประเทศ วางแนวนโยบาย 7 ข้อ สู่อนาคต ให้ กฟผ. มีความเข้มแข็งและเป็นกลไกหลักในการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งเน้นยืนหยัดความสำเร็จในภารกิจหลัก เสริมสร้างธุรกิจใหม่ และให้ความสำคัญกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อแก้ปัญหาการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ในระยะยาว ขอให้ผู้ปฏิบัติงานเชื่อมั่นในองค์การ และร่วมมือกันทำงานเพื่อประโยชน์ประเทศชาติเป็นสำคัญ

         นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คนที่ 14 แถลงนโยบายต่อผู้ปฏิบัติงานอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยมีผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน ทั้งส่วนกลางและภูมิภาคสนใจเข้าร่วมรับฟังอย่างเนื่องแน่น ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช สำนักงานใหญ่ กฟผ. เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา

         นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ได้เข้าทำงานที่ กฟผ. ตั้งแต่ปี 2525 สมัยผู้ว่าการ กฟผ. ท่านแรก คือคุณเกษม จาติกวณิช สำหรับทิศทางและแนวนโยบายการดำเนินงานของผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 14 มี 7 คือ ข้อ 1. ผลักดันงานโครงการที่ได้รับอนุมัติให้เป็นไปตามแผน ซึ่งเป็นงานหลักของ กฟผ. บรรจุไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2015 ให้สำเร็จ ทั้งโครงการโรงไฟฟ้า อาทิ โครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 1 โครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าบางปะกง เครื่องที่ 1 - 2 และโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 4 - 7 รวมถึงโรงไฟฟ้ากระบี่และเทพา เนื่องจากยังอยู่ในแผน PDP 2015 ด้านโครงการระบบส่ง ปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าภาคกลางและภาคใต้ ขนาด 500 เควี ซึ่งได้เดินหน้าโครงการไปแล้วบางส่วน และบางส่วนอยู่ระหว่างการออกแบบ เพื่อสร้างความพร้อมให้ประเทศไทยที่จะเป็นศูนย์กลางของ ASEAN POWER GRID และรองรับพลังงานหมุนเวียน

         นอกจากนี้ ยังมีการบริหารจัดการด้านเชื้อเพลิงที่ต้องทำให้สำเร็จ คือ การจัดหาเชื้อเพลิง LNG ไม่เกิน 1.5 ล้านตัน ในปี 2561 และการดำเนินโครงการ FSRU 5 ล้านตัน/ปี ภายในปี 2567 ซึ่งหาก กฟผ. สามารถดำเนินตามแผนงานได้แล้วจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับ กฟผ. ในระยะยาว ที่ได้แสดงศักยภาพของ กฟผ. ซึ่งจะก่อให้เกิดความเชื่อมั่น และอาจจะสามารถต่อยอดไปถึงการที่ กฟผ. สามารถเข้าไปลงทุนในการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่น ๆ ต่อไป สำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียน อาทิ โครงการโซลาร์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. โครงการพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน โครงการชีวมวลประชารัฐวิสาหกิจ ซึ่งโครงการชีวมวลนี้อาจสามารถแก้ไขปัญหาสายส่งที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ในบางพื้นที่ ส่วนจะมีการเพิ่มเติมสัดส่วนกำลังผลิตในโรงไฟฟ้าชนิดไหนอย่างไรต้องรอแผน PDP ฉบับใหม่ ที่คาดว่าจะออกในราวเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2561

         2. ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งแต่ต้นทาง ควรมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนทราบรายละเอียดว่าเป็นโครงการเกี่ยวกับอะไร ซึ่งเป็นเรื่องของสิทธิชุมชนที่ควรจะต้องรู้และรับทราบข้อมูลโครงการทั้งหมด โดยทำความเข้าใจและพูดคุยกับชาวบ้าน รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เมื่อชาวบ้านเข้าใจแล้ว จะต้องนำไปสู่ข้อตกลงร่วมของชุมชนก่อนเดินหน้าโครงการ ทั้งโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและโครงการก่อสร้างระบบส่ง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการไม่ยอมรับการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ดังเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

         3. แสวงหาพันธมิตรและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เครือข่ายพันธมิตรเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งในอนาคต ต้องมีความร่วมมือกับหลายภาคส่วนเพื่อให้สามารถดำเนินงานไปได้อย่างสะดวก ทั้งพันธมิตรเก่า และแสวงหาพันธมิตรใหม่

         4. ส่งเสริมนวัตกรรมเพื่ออนาคตสู่เวทีโลก เน้นที่การสร้างสิ่งประดิษฐ์และแนวคิดใหม่ โดยเฉพาะนวัตกรรมที่ กฟผ. คิดค้นมาได้ ส่งเสริมการประกวดผลงานไปสู่ต่างประเทศ และไม่ละเลยนวัตกรรมที่ประกวดจนได้รับรางวัลต้องนำกลับมาใช้ประโยชน์ และสื่อสารให้สาธารณชนได้รับทราบ รวมถึงการสนับสนุนให้หน่วยงานทั้งภายในและภายนอก กฟผ. นำนวัตกรรมไปต่อยอดจากของเดิมหรือนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จแล้ว โดยมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมในรูปแบบอื่นที่ไม่จำกัดเพียงแวดวงพลังงานไฟฟ้าเท่านั้น

         5. สร้างการเติบโตในธุรกิจใหม่ ได้แก่ การพัฒนาผลงานวิจัย สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่หรือตลาดใหม่ เพื่อต่อยอดธุรกิจของ กฟผ. ร่วมถึงการร่วมมือกับเอกชน โครงการประชารัฐ การขยายงานผ่านบริษัทในกลุ่ม กฟผ.

         6. ปรับโครงสร้างและพัฒนาคน เนื่องจากภายใน 4 - 5 ปีข้างหน้า จะมีผู้เกษียณอายุกว่า 6,000 คน ดังนั้น จึงต้องมีการปรับตัว ปรับการทำงาน ปรับโครงสร้างให้มีความกระชับคล่องตัว โดยดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ กฟผ. หากผ่านความเห็นชอบแล้วจะมีการชี้แจงกับผู้ปฏิบัติงานต่อไป ยืนยันว่าไม่มีการปลดพนักงานแน่นอน ส่วนในอนาคตอาจมีการเปิดรับพนักงานเพิ่มในสาขาวิชาชีพที่มีความจำเป็น นอกจากนี้ยังจะเร่งสร้างระบบสืบทอดตำแหน่ง (Successor) ทั้งตำแหน่งภายใน กฟผ. และบริษัทในกลุ่ม ทั้งยังจะยึดนโยบายเรื่องลดกระบวนการที่ไม่จำเป็น (LEAN) เพื่อให้งานขององค์การมีประสิทธิภาพมากขึ้น

         7. ก้าวสู่องค์การแห่งความภาคภูมิใจของประเทศ เราจะทำอย่างไรให้คนในประเทศเห็นว่าควรมี กฟผ. อยู่ และต้องเห็นค่า กฟผ. ในวันนี้ ไม่ใช่ในวันที่ไม่มี กฟผ. อยู่แล้ว ดังนั้น กฟผ. ต้องแสดงให้เห็นว่า กฟผ. ต้องดำรงอยู่เพื่อความสุขของคนไทย และเป็นกลไกสำคัญของประเทศ โดยพนักงานทุกคนเป็นเสมือนผู้แทนภาพลักษณ์ กฟผ. ทุกคนจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชนได้

         นอกจากนี้ ผู้ว่าการ กฟผ. ยังได้ฝากแนวคิดและหลักการบริหารงาน 4 ข้อ ได้แก่ 1. ดำเนินงานตามกรอบกฎหมายและนโยบายภาครัฐ ตามระบบการกำกับดูแลที่ดี ภายใต้กรอบธรรมาภิบาล 2. มุ่งเน้นผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ 3. มุ่งสร้างและพัฒนาบุคลากรให้เป็นคนดี คนเก่ง มีความคิดสร้างสรรค์และทักษะด้านนวัตกรรม และ 4. ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและนำนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพงาน